Ukrain Invasion บทความวิชาการ สงครามรุกรานยูเครนกระทบตลาดเนื้อสัตว์ปีก และอาหารสัตว์โลก   

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ น.สพ.ดร.วิษณุ วรรณแสวง

ความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกภายหลังยุคโควิด ๑๙ ที่ชาวโลกเพิ่งได้รับของขวัญจากเชื้อโอไมครอนเริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัว ภายหลังจากต้องทุกข์ทนกับความบีบคั้นทางเศรษฐกิจ และสังคมมาตลอดสองปีที่ผ่านมา ถึงเวลานี้ก็เปลี่ยนฉากกลายเป็นสถานการณ์สงครามที่สร้างความหวั่นไหว และขาดความเชื่อมั่นต่อผลกระทบของความขัดแย้งทางการเมืองระดับโลก     นักวิเคราะห์ทางการตลาดเชื่อว่า ผลกระทบของสงครามการรุกรานประเทศยูเครนโดยรัสเซีย กำลังส่งผลกระทบต่อการบริโภคสัตว์ปีกทั่วโลก ทุกคนกำลังเดินหน้าไปสู่สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ประชาชนบางส่วนยังสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้ เนื้อไก่ยังเป็นโปรตีนที่มีโอกาสอย่างมากในอีก ๑๒ ถึง ๑๘ เดือนนี้ ภาวะเงินเฟ้อ ความวุ่นวายของตลาดแรงงาน กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อความต้องการเนื้อสัตว์ปีกทั่วโลก สงครามในยูเครนได้ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้นอย่างมาก หากแหล่งพลังงานยังไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม และมีเสถียรภาพได้ ผู้บริโภคจะเลือกตัดค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น การเดินทางและความบันเทิง การควบคุมรายจ่ายโดยลดการซื้อของในร้านค้าปลีก ความจริงผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อต่อตลาดโปรตีนเป็นที่กังวลมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์การรุกรานยูเครนแล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้กระตุ้นให้สถานการณ์รุนแรงและเร็วขึ้นกว่าเดิม   

บริษัทเอ็มเอชพี ก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ไมโรนิฟสกี ไลโบโพรดักท์ (Myronivsky Hliboproduct) (MHP, Mironivsky Hliboproduct) ของมหาเศรษฐีพันล้าน นายยูริ โคซี เป็นบริษัทด้านอุตสาหกรรมการเกษตรรายแรกที่มีชื่อในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน  เป็นผู้ผลิตสัตว์ปีกรายใหญ่ที่สุดในยูเครน และเป็นลำดับที่สองในยุโรป และลำดับที่ ๑๗ ของโลก นอกจากนั้น ยังเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ และลำดับที่ ๖๐ ในโลก บริษัทปลูกข้าวโพด และทานตะวันสำหรับใช้ในโรงงานอาหารสัตว์ และข้าวสาลี เรพซีด ถั่วเหลือง สำหรับจำหน่ายให้กับลูกค้ารายอื่นๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ สามารถผลิตอาหารสัตว์ได้ ๒.๔ ล้านเมตริกตันจากโรงงานอาหารสัตว์ ๓ แห่ง สถานการณ์การรุกรานยูเครนส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนภายในประเทศ และตลาดการส่งออกสินค้าอุปโภค และบริโภคทั่วโลกอย่างรุนแรง เช่น ข้าวสาลีร้อยละ ๓๐ น้ำมันทานตะวันร้อยละ ๔๘ ของโลก เป็นต้น   

สถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทเอ็มเอชพี เปิดเผยถึงสงครามการรุกรานยูเครนได้สร้างความลำบากอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บริษัทให้คำสัญญากับผู้บริโภคชาวยูเครนว่าจะสามารถผลิตอาหารให้กับพลเรือนชาวยูเครนให้เพียงพอ แต่ก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานด้วย ล่าสุดบริษัทเอ็มเอชีพีผู้ผลิตสัตว์ปีก และอาหารสัตว์ได้ปิดเว็บไซต์ของบริษัทแล้ว ทิ้งไว้แต่ข้อความเพียงหนึ่งหน้าอธิบายสาเหตุที่ต้องตัดสินใจปิดเว็บไซต์ลง เนื่องจาก ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ของรัสเซีย ขณะนี้ เกษตรกรบางส่วนละทิ้งบ้านเมืองที่ยูเครน และคนงานในฟาร์มบางส่วนหันมาจับอาวุธต่อสู้เพื่อประเทศของตนเอง ความกังวลต่อสงครามการรุกรานยูเครนจะส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยววัตถุดิบอาหารสัตว์ในยูเครนปีนี้

เอ็มเอชพี ท่ามกลางศึกรัสเซีย-ยูเครน

บริษัทเอ็มเอชีพีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงาน และพยายามรักษาความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ท่ามกลางความโกลาหลจากสถานการณ์การรุกรานยูเครนของรัสเซีย สาสน์จากผู้บริหารเอ็มเอชพีในเว็บไซต์ ดร.จอห์น ริช ประธานบริหารของบริษัท ใจความสำคัญในเอกสารชี้แจงถึงสถานการณ์การรุกรานประเทศเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ จนเกิดสงครามอย่างเต็มรูปแบบทั่วประเทศ โดยทหารรัสเซียทำร้ายชีวิตพลเรือนอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งนี้บริษัทเอ็มเอชพีให้สัญญาว่าจะยังคงปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังความปลอดภัยต่อพนักงานอย่างเต็มความสามารถ

บริษัท เอ็มเอชพี มีพนักงานมากกว่า ๒๖,๐๐๐ ชีวิตในยูเครน และผลิตเนื้อไก่ราว ๔๐๐,๐๐๐ เมตริกตันต่อปีให้กับตลาดเนื้อไก่ยูเครนมีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของการผลิตเนื้อไก่ที่บริโภคภายในประเทศ วันนี้ บริษัท เอ็มเอชพี มีเป้าหมายสำคัญ ๒ ประการ ประการแรกจะรักษาความปลอดภัยของพนักงาน ประการที่สองคือจะยังคงพยายามปฏิบัติงานเพื่อรักษาความมั่นคงของอาหารภายในชาติ บางพื้นที่ยังคงถูกโจมตีอย่างรุนแรง และเป็นพื้นที่ที่พนักงานบริษัท เอ็มเอชพี อาศัยอยู่ บริษัทจะพยายามโยกย้ายที่พักอาศัยให้ไปยังสถานที่ปลอดภัย และให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามความจำเป็น

ดร.จอห์น ริช ยอมรับว่าเกิดปัญหาการขนส่ง และการจัดส่งสินค้า เนื่องจาก ถนนภายในยูเครนเต็มไปด้วยอันตราย โดยเฉพาะ พื้นที่กำลังเกิดการรบอย่างหนัก และยังมีรายงานที่เชื่อถือได้สูงว่า ยานพาหนะของทหารรัสเซียพยายามยิงรถขนส่งอาหารสำหรับยังชีพของผู้หญิง และเด็กชาวยูเครน  ช่องทางการซื้อขายถูกระงับทั้งหมด เนื่องจาก ความกังวลต่ออันตรายจากทหารรัสเซีย บริษัท เอ็มเอชพี ก็พยายามหาทางเลือกใหม่สำหรับการส่งอาหารให้ดีที่สุด บริษัท เอ็มเอชพี ส่งสินค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายไปยังนักรบผู้ต่อต้านกองทัพรัสเซีย รวมถึง โรงพยาบาล และชุมชน พลเรือนที่กำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบาก แม้ว่าจะทำให้สูญเสียความสามารถในการส่งออกไป ในแวลานี้ บริษัท เอ็มเอชพี ได้หยุดการส่งออกเรียบร้อยแล้ว เนื่องจาก เส้นทางการขนส่งถูกทำลายไปทั้งหมด

ภาพที่ ๑ เอ็มเอชพี ท่ามกลางศึกรัสเซีย-ยูเครน (แหล่งภาพ MHP)

เอ็มเอชพีตัดสินใจปิดเว็บไซต์ ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์

            สถานการณ์ภายในยูเครนเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านจากกองทัพรัสเซีย บริษัทเหลือทิ้งไว้แต่ข้อความเป็นภาษายูเครนที่มีใจความอ้างถึง การโจมตีทางไซเบอร์อันเป็นส่วนหนึ่งของการจู่โจมของสหพันธรัฐรัสเซีย ทำให้บริษัทฯตัดสินใจยุติการทำงานของเว็บไซต์ลงชั่วคราว  ในข้อความเดียวกันยังมีวลี “ภาคภูมิใจในยูเครน!” และ “ภาคภูมิใจในกองทัพยูเครน!” โฮมเพจของบริษัทฯ ระบุว่าจะมอบผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “นาชา ยาบะ (Nasha Ryaba)” โดยไม่คิดเงินให้กับกองทัพรัสเซีย โรงพยาบาล และพลเมืองพลัดถิ่น ไม่กี่วันก่อนจะปิดเว็บไซต์ของเอ็มเอชพี ดร.จอห์น ริช ประธานบริหารของบริษัท ระบุว่า บริษัทจะพยายามดำเนินการผลิตต่อไปเพื่อรักษาความมั่นคงให้กับพลเรือนภายในประเทศ โดยพยายามทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันพนักงานทั้งในสถานที่ทำงาน และไม่ได้ทำงานแล้ว อุปสรรคสำคัญที่การรุกรานยูเครนส่งผลต่อการผลิตคือ การกระจายสินค้า ที่ส่งผลกระทบให้บริษัทไม่สามารถส่งออกสินค้าออกไปภายนอกประเทศได้ 

สื่อมวลชนเปิดเผยข้อกังวลต่อสถานะทางการเงินของบริษัท เอ็มเอชพี จากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน พื้นที่การผลิตสัตว์ปีกของบริษัท เอ็มเอชพี ยังไม่ได้รับความเสียหาย แต่กำลังสูญเสียความสามารถในการผลิตลงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน บริษัทยังไม่กังวลว่า พนักงานจะเกิดการบาดเจ็บ แม้ว่าจะได้รับรายงานว่า ญาติของพนักงานบางส่วนได้รับบาดเจ็บบ้างแล้ว การขนส่งสินค้าของบริษัทก็เป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจาก ไม่มีคนขับ และน้ำมันเชื้อเพลิง และยังไม่สามารถส่งสินค้าไปยังพื้นที่สีแดง (red zone) ที่มีการรบกันอย่างหนัก  สำหรับบริษัทผู้ผลิตไข่ในยูเครน เว็บไซต์ของบริษัท “อาฟแวนการ์ดโค (Avangardco)”  ผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ที่สุดในยูเครน และบริษัทแม่ ยังคงเปิดเว็บไซต์ โดยทั้งสองเว็บไซต์ ไม่มีข้อมูลที่แสดงถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งแต่อย่างใด เช่นเดียวกับเว็บไซต์ของ “โอโวสตาร์ ยูเนียน (OvoStar Union)” ผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ที่สุดอันดับ ๒ ของยูเครน ก็ยังคงเปิดตามปรกติ แต่ยังไม่มีการอัพเดตข้อมูลใหม่ตั้งแต่วันที่ ๒๘ มกราคมที่ผ่านมา  

ภาพที่ ๒ เอ็มเอชพีตัดสินใจปิดเว็บไซต์ (แหล่งภาพ MHP)

ความเสี่ยงการเก็บเกี่ยวพืชอาหารสัตว์ในยูเครน 

            ทหารรัสเซียรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศยูเครน จนทำให้เกษตรกรชาวยูเครนไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถเริ่มลงเมล็ดพืชอาหารสัตว์สำหรับการเพาะปลูกในรุ่นฤดูใบไม้ผลิต เดือนมีนาคมนี้ เพื่อให้การเก็บเกี่ยวพืชผลเป็นไปตามรอบต่อไปได้ ฟาร์มที่ครอบครองโดยชาวต่างชาติ ฟาร์มหลายแห่งมีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ และจัดการการผลิตในยูเครน แต่บางส่วนตัดสินใจออกจากประเทศไปแล้ว เพื่อรอคอย และจับตาเฝ้ามองว่า การเข้าครอบครองอย่างไม่ถูกต้องตามกฏหมายของประธานาธิบดีปูตินจะดำเนินต่อไปอย่างไร รถถังเข้าแทนที่รถแทร็กเตอร์ในพื้นที่เพาะปลูก กองทัพชาวยูเครนที่กล้าหาญ และกำลังต่อต้านจากประชาชนท้องถิ่น ชะลอการรุกรานของทหารรัสเซีย แต่การรุกรานครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงสำหรับการเกษตรกรรมในยูเครน ขณะที่ รถถังเข้าแทนที่รถแทร็กตอร์ในพื้นที่เพาะปลูก ราคาของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปู๋ย และสารเคมีก็เพิ่มสูงขึ้น และเป็นการยากลำบากที่จะยื่นขอเงินกู้สำหรับลงทุนต่อไป พื้นที่เพาะปลูกบางส่วนเริ่มต้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีความก้าวหน้าจากเกษตรกรในยูเครนภาคตะวันตกของประเทศ เริ่มต้นเพาะปลูกกันแล้ว และคอยติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคอื่นๆของประเทศ ยูเครนเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น “ตะกร้าขนมปังของยุโรป” ส่งออกข้าวสาลีเป็นสัดส่วนร้อยละ ๑๒ ของโลก ข้าวโพดร้อยละ ๑๖ และข้าวบาร์เลย์ ร้อยละ

ภาพที่ ๓ เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของประเทศแล้ว (แหล่งภาพ  Chris McCullough)

ผลผลิตข้าวสาลีของยูเครน การเพาะปลูกข้าวสาลีเกือบทั้งหมดอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และมีพื้นที่เพาะปลูกราว ๔๐ ล้านไร่ ข้าวสาลีในฤดูใบไม้ผลนี้เริ่มปลูกนับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนมีนาคม คาดว่าครอบคลุมพื้นที่ราว ๑ ล้านไร่ ดังนั้น รวมพื้นที่ปลูกข้าวสาลีทั้งหมดเป็น ๔๑ ล้านไร่ โดยภาพรวมผลผลิตลดลงอย่างมากจากปีที่แล้ว แต่ยังใกล้เคียงกับแนวโน้มเฉลี่ยจากหลายปีก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันนี้ เกษตรกรอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถหาปุ๋ย และยาฆ่าแมลงได้เลย หากสามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนกรกฏาคม ก็จะยังมีผลผลิตข้าวสาลีลดลงราว ๑๖ ถึง ๑๗ ล้านตัน เปรียบเทียบกับที่เคยคาดการณ์ไว้ ๒๖ ถึง ๒๗ ล้านตัน ยูเครนต้องการข้าวสาลีราว ๑๐ ล้านตันสำหรับการบริโภคภายในประเทศ เหลือ ๖ ถึง ๑๗ ล้านตันสำหรับการส่งออกระหว่างปี พ.ศ.๒๕๖๕ ถึง ๒๕๖๖ นี้ 

ภาพที่ ๔ ประเทศยูเครนได้ชื่อว่าเป็นตะกร้าขนมปังของยุโรป (แหล่งภาพ  Chris McCullough)

การผลิตข้าวโพดของยูเครน หากพิจารณาสถานการณ์ข้าวโพด จะปลูกกันระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคม เกษตรกรส่วนใหญ่จะซื้อเมล็ดฟาร์ม สำหรับปุ๋ยต้องนำเข้าจากรัสเซีย แต่รัสเซียได้ระงับการส่งออกสารแอมโมเนียม ไนเตรต ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ถึง ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ส่งผลให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้น รัสเซียอ้างว่าต้องการปกป้องประเทศ เนื่องจาก สารแอมโมเนียม ไนเตรต สามารถใช้เป็นวัตถุระเบิดได้ พยากรณ์ปริมาณข้าวโพดปัจจุบันเป็น ๓๗ ล้านเมตริกตันจากพื้นที่เพาะปลูก ๓๔ ล้านไร่ สำหรับการบริโภคภายในราว ๗ ล้านเมตริกตัน และการส่งออก ๓๐ ล้านตันระหว่างปี พ.ศ.๒๕๖๕ ถึง ๒๕๖๖ นี้ ยอดตัวเลขทั้งหมดจะกลายเป็นศูนย์ทันที หากเกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกต่อไปได้ หากวิเคราะห์สถานการณ์ระดับกลาง อาจจะมีพื้นที่เพาะปลูกได้น้อยลง และเก็บเกี่ยวได้น้อยลงเหลือ ๑๙ ล้านตัน และส่งออกเหลือเพียง ๑๒ ล้านตัน เส้นทางขนส่งทางเรือ ปัญหาใหญ่สำหรับการส่งออกคือ เส้นทางขนส่งทางเรือ รัสเซียได้ควบคุมท่าเรือในทะเลอะซอฟ โดยทะเลอะซอฟเป็นทะเลตื้น จึงมักจะถ่ายสินค้าไปยังเรือขนาดใหญ่ในน้ำลึก วัตถุดิบส่วนใหญ่ส่งออกผ่านท่าเรือทางตะวันตกผ่านท่าเรือทะเลดำจากเมืองเคอร์ซอน  มือกอลายิว และทะเลลึกที่เมืองยูสนีย์ และโอเดสซา  

การระงับการค้าขายกับรัสเซีย การปิดเมืองบอสฟอรัสในการขนส่งทางเรือ เป็นการควบคุมการค้าขายทางเรือกับรัสเซีย มีประเด็น ๒ ประการที่จะต้องพิจารณา  ข้าวสาลีจากทะเลดำปริมาณมากเดินทางไปยังแอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง โดยพึ่งพาเส้นทางเดินเรือปรกติเพื่อคงไว้ให้ราคาขนมปังไม่แพงมากให้กับพลเมือง หากสถานการณ์เลวร้ายจนทำให้เกิดอุปสรรคต่อการขนส่งวัตถุดิบเหล่านี้ ร่วมกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่แพงขึ้นถึงเพดาน ซึ่งเริ่มขึ้นเรียบร้อยแล้ว เจ้าของเรือพาณิชย์คงไม่ต้องการเทียบท่าเรือที่เกิดสงคราม และนั่นก็จะส่งผลต่อการส่งออกอย่างแน่นอน ขณะที่เกษตรกรในยูเครนบางอาจได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น และจำหน่ายข้าวสาลี และข้าวโพด แต่การจัดส่งให้กับลูกค้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

การระงับเรือสินค้าไปยังยูเครน สหภาพผู้สื่อข่าวด้านการเกษตรแห่งยูเครน ในกรุงเคียฟ อ้างว่า ได้ตัดสินใจยกเลิกการเรียกเรือสินค้าไปยังยูเครนนับตั้งแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับบริษัทเมอส์กได้ยกเลิกการเรียกเรือสินค้า และปิดสำนักงานในยูเครนเรียบร้อยแล้ว ผู้จำหน่ายสินค้าการเกษตรรายใหญ่ของโลก คาร์กิลล์ เรือขนส่งสินค้าทางทะเลถูกโจมตีนในทะเลดำ แต่เรือยังเดินทางต่อไปได้ และลูกเรือยังปลอดภัยดี ผู้ซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากอิยิปต์ ยกเลิกคำสั่งซื้อระหว่างประเทศสำหรับข้าวสาลี จากทั้งรัสเซีย หรือยูเครน เช่นเดียวกับผู้ค้าสินค้าเกษตรโลกก็ปิดสำนักงานของบริษัทในยูเครน และยุติการปฏิบัติที่ท่าเรือมือกอลายิวแล้ว ขณะที่ คู่แข่งก็หยุดการปฏิบัติงานในยูเครน และโอเดสซาแล้ว

ความท้าทายสำหรับการเพาะปลูกรุ่นปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกพืชไร่ แห่งสหราชอาณาจักร และผู้อำนวยการบริษัทผู้ผลิตพืชไร่ในยูเครน เห็นว่าสถานการณ์พลิกผันตลอดเวลา การเพาะปลูกใกล้กับเมืองทางตะวันตกของยูเครน ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเขียว และถั่วเหลือง ๑๒,๕๐๐ ไร่  การเพาะปลูกเริ่มต้นขึ้นไปแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคบางประการทั้งพลังงานเชื้อเพลิง ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และแรงงาน ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบในโลกยังคงสูงต่อไปอีกครั้ง เกษตรกรพยายามกลับไปทำงานในฟาร์มให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สถานการณ์มีความผันผวนอย่างมาก ประเด็นการจัดการห่วงโซ่การผลิตเป็นความท้าทายใหญ่ โดยเฉพาะ บริเวณทะเลดำ และทะเลอะซอฟที่เป็นสถานที่สำคัญสำหรับการส่งออกข้าวสาลี ทุกคนกำลังจับตามองว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในยูเครน แต่การรุกรานต้องส่งผลต่อราคาอาหารโลก กลายเป็นแรงกดดันทางการเงินต่อผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นแล้ว

เอกสารอ้างอิง

Graber R. 2022. Russian invasion poses ‘significant difficulties’ for MHP. [Internet]. [Cited 2022 Feb 28]. Available from: https://www.wattagnet.com/articles/44606-russian-invasion-poses-significant-difficulties-for-mhp

Graber R. 2022. Fearing Russian cyberattacks, MHP suspends websites. [Internet]. [Cited 2022 Mar 4]. Available from: https://www.wattagnet.com/articles/44639-fearing-russian-cyberattacks-mhp-suspends-websites

McCullough C. 2022. Ukraine: Vital crop harvest at risk. [Internet]. [Cited 2022 Mar 3]. Available from: https://www.allaboutfeed.net/market/market-trends/ukrainian-vital-crop-harvest-at-risk-2/

White striping myopathy งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับปัญหาคุณภาพเนื้ออก

นักวิจัยประสานเสียงการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นสาเหตุของปัญหาคุณภาพเนื้ออก แม้จะทราบถึงต้นตอของปัญหากันแล้วทั้งปัญหากล้ามเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ หรือวู้ดดี้เบรสต์ และกล้ามเนื้อเป็นลายทางสีขาว หรือไวต์สไตรปิ้ง    แต่ก็ยังไม่ทราบว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร   

ความเข้าใจถึงสาเหตุของความผิดปรกติกล้ามเนื้ออก เช่น กลุ่มอาการวู้ดดี้เบรสต์ ชัดเจนขึ้นแล้ว แต่ก็ยังคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาไม่ได้ ล่าสุดสมาคมวิทยาศาสตร์เนื้อสัตว์ในอเมริกาจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ครั้งที่ ๖๖ ระหว่างวันที่ ๓ ถึง ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๓ นักวิจัยที่มีชื่อเสียงอย่าง ดร.แมสซิมิลเลียโน พีแทรคซี ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโบโลญา ที่มีผลงานวิจัยมากที่สุดเกี่ยวกับความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออกในปัจจุบัน ได้บรรยายถึงสาเหตุต้นตอของความผิดปรกติกล้ามเนื้ออกเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ แต่ยังไม่ทราบวิธีการแก้ไข ลักษณะของปัญหานี้ชี้ชัดไปได้ว่าปรากฏขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงไก่เนื้อที่เจริญเติบโตเป็นไปตามมาตรฐานสู่ตลาดใหม่ของการเลี้ยงไก่เนื้อโตเร็ว     

ภาพที่ ๑ ขณะที่ยังไม่ทราบว่าจะแก้ไขปัญหาคุณภาพเนื้ออกในพันธุ์ไก่ยุคใหม่นี้ได้อย่างไร นักวิชาการเห็นพ้องต้องกันว่า ต้นตอของความผิดปรกติกล้ามเนื้ออกเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ เพคโทราลลิส เมเจอร์ ที่รวดเร็วอย่างสุดโต่ง (แหล่งภาพ Boida Anatolii / Shuttestock.com)

แหล่งต้นตอของปัญหา

             ดร.แมสซิมิลเลียโน พีแทรคซี บรรยายถึงความเป็นมาในอดีตของความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออกในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกทั่วโลก เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขอบคุณความก้าวหน้าด้านพันธุกรรม และแรงขับเคลื่อนจากความต้องการตลาด ช่วยให้การผลิตไก่เนื้อในปัจจุบันมีการเจริญเติบโตจนร่างกายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมในเวลาที่สั้นลงอย่างมากเทียบกับในอดีต

ภาพที่ ๒ ดร.แมสซิมิลเลียโน พีแทรคซี ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโบโลญา ประเทศอิตาลี (แหล่งภาพ Carlos Suarez)

            อย่างไรก็ตาม น้ำหนักร่างกายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ส่งผลกระทบต่อความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออกหลายรูปแบบ เช่น  “กลุ่มอาการกล้ามเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ หรือวู้ดดี้เบรสต์ (woody breast, WB)” และ กล้ามเนื้อเป็นลายทางสีขาว หรือไวต์สไตรปิ้ง (white striping, WS) และกล้ามเนื้อคล้ายเส้นสปาเก๊ตตี้ (spaghetti meat) ทั้งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อสัตว์แต่อย่างใด แต่ทำให้คุณภาพเนื้อดิบ และเนื้อแปรรูปด้อยลง และส่งผลเสียทางเศรษฐกิจต่อการผลิตเนื้อสัตว์ปีก

            การคัดเลือกสายพันธุ์ไก่ให้มีอัตราการเจริญเติบโต กล้ามเนื้ออก และน้ำหนักไก่จับเข้าโรงฆ่าที่เพิ่มขึ้นอย่างสุดโต่งได้สร้างการเปลี่ยนแปลงหลายประการเกิดขึ้นในร่างกายของสัตว์ ทั้งการตอบสนองของกระบวนการอักเสบสูงขึ้น การตอบสนองของแอนติบอดีลดลง กล้ามเนื้อขยายขนาดเพิ่มขึ้น และเส้นเลือดเข้ามาหล่อเลี้ยงลดลง จนก่อให้เกิดความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออก ปัญหาคุณภาพกล้ามเนื้ออกเริ่มพบเป็นครั้งแรกช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ในกล้ามเนื้อสันในที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “เพคโทราลลิส ไมเนอร์ (pectoralis minor)” หรือเทนเดอร์ (tender) แต่ที่อุบัติการณ์เพิ่มสูงมากขึ้นเป็นกล้ามเนื้ออก เพคโทราลลิส เมเจอร์ (pectoralis major)” นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นมา

            ความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออกที่สำคัญในปัจจุบัน ๓ ลักษณะ ได้แก่

  • หรือไวต์สไตรปิ้ง     เป็นความผิดปรกติของลายกล้ามเนื้อเป็นทางสีขาวขนานกันไปตามแนวเส้นใยกล้ามเนื้อบริเวณชั้นบนสุดของส่วนบนกล้ามเนื้ออก
  • กล้ามเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ หรือวู้ดดี้เบรสต์ ลักษณะกล้ามเนื้ออกแข็งอย่างเห็นได้ชัด ส่วนท้ายกล้ามเนื้ออกยกตัวขึ้นมาเด่นชัด สีค่อนข้างซีด ชั้นบนสุดของชิ้นกล้ามเนื้อเป็นของเหลวเหนียว และพบจุดเลือดออกกระจายทั่วไป เนื่องจาก การฉีกขาดของหลอดเลือดใต้ชั้นผิวของกล้ามเนื้อ
  •  กล้ามเนื้อคล้ายเส้นสปาเก๊ตตี้ การแยกแตกเป็นเส้นของมัดใยกล้ามเนื้ออกจนมีลักษณะคล้ายเส้นสปาเก๊ตตี้

            เมื่อเร็วๆนี้ ดร.แมสซิมิลเลียโน พีแทรคซี ได้ทำการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่า ไก่เนื้อที่จับเข้าโรงฆ่าที่อายุ ๙ สัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะพบอุบัติการณ์ของปัญหากล้ามเนื้อเป็นลายทางสีขาว และกล้ามเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก โดยพบว่า เนื้ออกไก่ ร้อยละ ๖๙ สังเกตพบปัญหากล้ามเนื้อเป็นลายทางสีขาวระดับรุนแรง หรือรุนแรงมาก และร้อยละ ๕๑.๒ สังเกตพบปัญหากล้ามเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ ระดับรุนแรง หรือรุนแรงมาก และยังพบได้บ่อยว่า เนื้ออกบางชนิดปรากฏทั้งสองลักษณะพร้อมกัน

ภาพที่ ๓  ลักษณะกล้ามเนื้ออกที่ผิดปรกติ กล้ามเนื้อคล้ายเส้นสปาเก๊ตตี้ (ซ้าย) กล้ามเนื้อเป็นลายทางสีขาว (กลาง) และกล้ามเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ หรือวู้ดดี้เบรสต์ (ขวา) (แหล่งภาพ Kylie Phillipps)


ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

            ผลกระทบทางเศรษฐกิจของปัญหาคุณภาพเนื้ออกดังกล่าวข้างต้น เป็นผลมาจากคุณภาพของสินค้าเนื้ออกที่ลดลง สำหรับสินค้าเนื้อดิบที่จำหน่ายเป็นตัว หรือชิ้นส่วนให้กับผู้บริโภค ลักษณะของสินค้า และเนื้อสัมผัสมักถูกปฏิเสธในการเลือกซื้อ สำหรับการผลิตเป็นเนื้อไก่แปรรูป ความสามารถในการอุ้มน้ำ ความคงตัว เนื้อสัมผัส ความชุ่มเนื้อ และกลิ่น เป็นสิ่งสำคัญที่เนื้ออกดังกล่าวด้อยลงไปกว่าเนื้ออกปรกติ  

            ลักษณะภายนอกของกล้ามเนื้ออกที่พบปัญหาคุณภาพข้างต้นจะไม่ค่อยสวยงาม และถูกปฏิเสธการเลือกซื้อ เมื่อพยายามนำไปแปรรูปเป็นสินค้าสุกก็มีปัญหาเกี่ยวกับการอุ้มน้ำ หรือเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากเนื้ออกปรกติ เช่น กล้ามเนื้ออกแข็งเหมือนไม้ก็จะไม่สามารถนำไปหมักได้เหมือนเนื้ออกปรกติ

 สาเหตุของปัญหากล้ามเนื้ออกผิดปรกติ

            ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ นักวิจัยพยายามศึกษาทำความเข้าใจสาเหตุของความผิดปรกติกล้ามเนื้ออกเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานวิทยาศาสตร์ได้ชี้ไปยังต้นตอสำหรับความผิดปรกติเหล่านี้มาจาก การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของกล้ามเนื้ออก เพคโทราลลิส เมเจอร์ หรือเทนเดอร์ ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับการบริโภค

            การเจริญเติบโตที่รวดเร็วนำไปสู่การขาดแคลนออกซิเจน เนื่องจาก การส่งสารอาหารไปสู่เนื้อเยื่อไม่เพียงพอ การสะสมผลิตภัณฑ์ของเสียจากกระบวนการเมตาโบลิซึมในเนื้อเยื่อ และสร้างความเครียดต่อเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เนื่องจาก การสะสมของโปรตีนเพิ่มขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุลของแคลเซียม

            สภาวะดังกล่าวนี้ เหนี่ยวนำไปสู่การอักเสบ ความบกพร่องของการทำหน้าที่ระบบภูมิคุ้มกัน และยิ่งไปกว่านั้นเป็นการเสื่อมของเส้นใยกล้ามเนื้อ และกระบวนการฟื้นฟูด้วยการสะสมของลิปิด หรือพังพืด

            กล้ามเนื้อคล้ายเส้นสปาเก๊ตตี้ จะมีลักษณะของการแตกออกเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อ และการสูญเสียหน้าที่ของการหมุนเวียน และสังเคราะห์คอลลาเจนที่ทำให้เกิดการแตกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในกล้ามเนื้อ

ขั้นตอนถัดไปที่เป็นไปได้

             แม้ว่าการศึกษาหลายสิบปีที่ผ่านมา ดร.แมสซิมิลเลียโน พีแทรคซี ยังไม่พบแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เบ็ดเสร็จที่จะหยุดยั้งการเกิดปัญหา หรืออย่างน้อยก็บรรเทาปัญหาความผิดปรกติของกล้ามเนื้อได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังพบเนื้อที่คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจาก ความผิดปรกติของกล้ามเนื้อดังกล่าว การพัฒนาด้านพันธุกรรมให้ไก่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วก็ยังไม่มีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก ยังได้ผลกำไร และประโยชน์จากการเลี้ยงไก่เนื้อโตเร็วมากกว่าผลเสียที่เกิดขึ้น

            ทิศทางของนักวิจัยในอนาคตจะมองไปที่การสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อเพิ่มเติมตั้งแต่ระยะตัวอ่อน และกลยุทธ์ทางโภชนาการ และกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ใหม่ๆเพื่อนำเนื้อที่ผิดปรกติดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น แรงต้านจากการปฏิเสธระบบการเกษตรแบบเข้มข้นในโลกที่พัฒนาแล้ว เช่น การต่อต้านการเลี้ยงไก่เนื้อโตเร็วที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์ อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงไก่เนื้อในปัจจุบันให้เกิดตลาดเกิดใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ราคาพรีเมียมพิเศษต่อไปในอนาคต

ผลงานวิจัยล่าสุด

            ความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออก เป็นโจทย์วิจัยที่สำคัญของนักวิชาการทั่วโลก บทความวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านสัตว์ปีกเป็นเรื่องของความผิดปรกติของกล้ามเนื้ออก หลายฉบับต่อเดือน ตัวอย่างของผลงานวิจัยล่าสุดในรอบปี พ.ศ.๒๕๖๔ ดังนี้

  • ลักษณะทางพยาธิทยาของไวต์สไตรปิ้ง โดย Prisco และคณะ (๒๐๒๑) จากอิตาลี ได้แสดงลักษณะทางจุลพยาธิวิทยา และรูปแบบระดับโมเลกุลของไวต์สไตรปิ้งในไก่เนื้อสายพันธุ์รอส ๓๐๘ อายุ ๕๕ วัน น้ำหนักเฉลี่ย ๓.๕ กิโลกรัม พบว่า การปรากฏของ CD8/MHC I compexes ร่วมกับการแสดงออกของ IL-6, IL-17 และ LITAF (lipopolysaccharide-induced TNF-a factor) ในเนื้ออกที่เกิดไวต์สไตรปิ้ง บ่งชี้ว่า การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรงเป็นต้นเหตุของพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อ ร่วมกับการอักเสบของกล้ามเนื้อที่เหนี่ยวนำโดยภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน (hypoxia)  

ภาพที่ ๔ จุลพยาธิวิทยาของไวต์สไตรปิ้ง โดยการให้คะแนนรอยโรคเป็นระดับ ๑ ถึง ๓ ตามความรุนแรง (A) การฝ่อ (Atrophy) ของกล้ามเนื้ออกไก่ที่เกิดสไตรปิ้ง สังเกตเส้นผ่านศูนย์กลางองกล้ามเนื้อจำนวนมากที่มีขนาดเล็กลง และมีลักษณะกลม (B) การอักเสบ (Inflammation) สังเกตการแทรกเข้ามาของลิมโฟไซต์ และมาโครฝาจระหว่างมัดกล้ามเนื้อ เมื่อรอยโรครุนแรงขึ้นจะมีเนื้อเยื่อไขมันเข้ามาแทน (C) เนื้อตายของเส้นใยกล้ามเนื้อ (Myofiber necrosis) เกิดเนื้อตายของเส้นใยกล้ามเนื้อ และมีเซลล์อักเสบ โดยเฉพาะ มาโครฝาจ แทรกเข้ามาในเนื้อเยื่อ (Prisco et al., 2021)    

  • พันธุกรมของไก่เนื้อมีอิทธิพลต่อรูปแบบโปรตีโอม และการก่อโรควู้ดดี้เบรสต์ Zhang และคณะ (๒๐๒๑) จากมหาวิทยารัฐมิสซีซิปปี ศึกษาพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อ เพคโทราลลิส เมเจอร์ ในไก่เนื้อโตเร็ว โดยประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการเจริญเติบโต และรูปแบบโปรตีโอมโดยอาศัยเทคนิค อิเลคโตรโฟเรซิสสำหรับการแยกโปรตีนในสองมิติ และแอลซี-เอ็มเอส/เอ็มเอส สังเกตได้เลยว่า เนื้ออกที่เกิดวู้ดดี้เบรส์มีน้ำหนักมากกว่าเนื้ออกปรกติ คณะผู้วิจัยยืนยันว่า วู้ดดี้เบรส์มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักเนื้ออกที่สูง โดยไก่เนื้อบางสายพันธุ์มีแนวโน้มพบวู้ดดี้เบรสต์ได้มากกว่าสายพันธุ์อื่น โดยมีความสัมพันธ์กับโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอะพอพโทซิสและการสังเคราะห์โปรตีนที่สูงขึ้น การหดตัวของกล้ามเนื้อที่แรงมากขึ้น และความเครียดจากการออกซิเดชันที่สูงมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ในอนาคต การตรวจลำดับสารพันธุกรรมในไก่เนื้อจะช่วยให้การประยุกต์ใช้โปรตีโอมิกส์ในการตรวจสอบไบโอมาร์กเกอร์ที่เกี่ยวข้องกับความผิดปรกติของกล้ามเนื้อ และตรวจสอบผลการปรับปรุงพันธุ์  
  •     การเจริญเติบโตที่รวดเร็วส่งผลต่อการเกิดไวต์สไตรปิ้ง    และพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อ Vanhatalo และคณะ (๒๐๒๑) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส สหรัฐฯ การพัฒนาด้านพันธุกรรม อาหารสัตว์ และประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหารช่วยให้ไก่เนื้อเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ มวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น คณะผู้วิจัย พบว่า ความเสียหายของกล้ามเนื้อสัมพันธ์กับอายุ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น โดยสังเกตเห็นจำนวนเซลล์มาโครฝาจ กระบวนการเก็บกินสิ่งแปลกปลอม และไฟโบรบลาสต์แทรกภายในเนื้อเยื่อเพิ่มสูงขึ้น การใช้แบบจำลองการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น แสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างไวต์สไตรปิ้ง และการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยากับน้ำหนัก และอายุของไก่เนื้อ   
  • อิทธิพลของเพศ สายพันธุ์ไก่โตเร็ว (Ross 308) ปานกลาง (Hubbard JA757) และช้า (ISA Dual) และระดับโปรตีนต่อคุณภาพเนื้ออก โดย Chodova และคณะ (๒๐๒๑) จากมหาวิทยาลัยในสาธารณรัฐเช็ก  การคัดเลือกสายพันธุ์ไก่ให้โตเร็วส่งผลต่อระดับโปรตีนต่ำลง ระดับพีเอชสูงขึ้นในเนื้ออกไก่เปรียบเทียบกับสายพันธุ์ไก่โตปานกลาง และช้า  เนื้อไก่จากไก่โตช้ามีลักษณะที่ดึงดูดใจผู้บริโภคมากกว่า เนื่องจาก ปัจจัยด้านสี และความนุ่มของเนื้อ โดยสรุปว่า พันธุกรรมไก่ส่งผลต่อคุณภาพเนื้ออกไก่มากกว่าเพศ หรือระดับโปรตีนในอาหารสัตว์อย่างยิ่ง
  • การใช้ภาพอัลตราซาวด์ ตรวจสอบวู้ดดี้เบรสต์ในไก่ที่มีชีวิต โดย Vieira และคณะ (๒๐๒๑) จากมหาวิทยาลัยรัฐรีอูกรันดีดูซูล บราซิล ใช้เครื่องมือแพทย์ภาพอัลตราซาวด์เพื่อวิเคราะห์เนื้ออกไก่ขณะที่ยังมีชีวิต เปรียบเทียบกับเนื้ออกของไก่เนื้อพันธุ์คอบบ์ ๕๐๐ ที่เกิดวู้ดดีเบรสต์ โดยประเมินผลกระทบจากการใช้อาหารที่มีพลังงาน และโปรตีนแตกต่างกัน โดยสรุป ภาพอัลตราซาวด์สามารถใช้ตรวจวู้ดดี้เบรสต์ได้ตั้งแต่ระยะแรกก่อนการเกิดปัญหาได้

ภาพที่ ๕ ภาพอัลตราซาวด์ของเนื้ออกไก่เนื้ออายุ ๔๒ และ ๔๙ วันในฟาร์ม ค่าสีเทาเฉลี่ยถูกคำนวณเป็นฮิสโตแกรม (ระดับสีดำถึงขาวจาก ๐ ถึง ๒๕๕ ตามลำดับ) เพื่อประเมินค่าการสะท้อนเสียง หรือเอ็กโคเจนิก (A) เป็นเนื้ออกวู้ดดี้เบรสต์ ระดับคะแนน ๑ ที่อายุ ๔๒ วัน (B) เนื้ออกวู้ดดี้เบรสต์ ระดับคะแนน ๔ ที่อายุ ๔๒ วัน (C) เนื้ออกวู้ดดี้เบรสต์ ระดับคะแนน ๑ ที่อายุ ๔๙ วัน (D) เนื้ออกวู้ดดี้เบรสต์ ระดับคะแนน ๔ ที่อายุ ๔๙ วัน (Vieira et al., 2021)

  • การศึกษาไมโครไบโอตาของไส้ตันต่อการเกิดวู้ดดี้เบรสต์ ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการตรวจลำดับสารพันธุกรรมด้วยวิธี Next-generation sequencing (NGS) ช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะที่สำคัญของร่างกายคือ ไมโครไบโอตา Zhang และคณะ (๒๐๒๑) พบว่า ไก่เนื้อที่พบปัญหาวู้ดดี้เบรสต์มีลักษณะสำคัญคือ กระบวนการไกลโคไลซิส และวงจรยูเรียลดลง แต่วงจรกรดไตรคาร์บอกซิลิก (tricarboxylic acid, TCA) การเสื่อมของน้ำตาล และการสังเคราะห์นิวคลีโอไทด์ชนิดพิวรีน และไพริมิดีนเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยสรุปว่า ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีการลดอุบัติการณ์วู้ดดี้เบรสต์ โดยการควบคุมไมโครไบโอตา และกลไกทางชีวเคมีที่อาจมีอิทธิพลต่อการก่อโรคนี้
  • เนื้ออกไก่งวงก็พบปัญหาไวต์สไตรปิง โดย Carvalho และคณะ (๒๐๒๑) จากมหาวิทยาลัยเซาเปาลูในบราซิล วิเคราะห์เนื้ออกด้วยการประเมินทางเนื้อเยื่อวิทยาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ และการวิเคราะห์คุณลักษณะทางสรีเคมี เช่น สีของเนื้อ ระดับพีเอช ประสิทธิภาพการอุ้มน้ำ การสูญเสียจากการปรุงสุก แรงฉีก บ่งชี้ว่า น้ำหนักเนื้ออกที่สูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเกิดไวต์สไตรปิ้ง และการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไก่งวงให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และมุ่งเน้นเนื้ออกไก่ มีอิทธิพลต่อการปรากฏปัญหาไวต์สไตรปิ้งในไก่งวง     

เอกสารอ้างอิง Alonzo A. 2021. Research shows fast growth leads to breast meat issues. WATT Poultry USA. October 2020. 10-13.

Trace mineral แร่ธาตุอาหารสัตว์รองชนิดแมงกานีสต่อการพัฒนากระดูก

ย้อนหลังไปหนึ่งศตวรรษตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ นักวิชาการด้านสัตว์ปีกยอมรับความสำคัญของสูตรอาหารสัตว์ และสารอาหารชนิดอินทรีย์ เช่น วิตามิน และอนินทรีย์ เช่น แร่ธาตุชนิดต่างๆ ต่อการพัฒนาของกระดูก การวิจัยด้านอาหารสัตว์ระยะแรกเป็นการศึกษาความต้องการสารอาหารสัตว์ โดยการค้นหาปัจจัยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดเพื่อบรรเทากลุ่มอาการขาดสารอาหาร และปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารอาหารที่สำคัญในระบบทางเดินอาหาร การค้นพบสำคัญเกี่ยวกับกลไกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของกระดูกในระยะตัวอ่อน และหลังจากฟักเป็นลูกไก่เป็นการวิจัยถึงอิทธิพลของแร่ธาตุอาหารสัตว์ชนิด แมงกานีส ต่อการสังเคราะห์กระดูกส่วนอีพิไฟซิส ในปัจจุบันการวิจัยให้ความสำคัญต่อแร่ธาตุอาหารสัตว์ทุกชนิด สามารถส่งผลต่อสุขภาพทางเดินอาหาร การผลิตสัตว์โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ความปลอดภัยอาหาร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สองทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษารูปแบบของแร่ธาตุอาหารสัตว์ เช่น อินทรีย์ และอินทรีย์ต่อสรีรวิทยา และการผลิตสัตว์ภายใต้สายพันธุ์ไก่เชิงพาณิชย์สมัยใหม่ และสภาพความเป็นจริงของการผลิตได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตั้งแต่การตีพิมพ์หนังสือ NRC ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หากศึกษางานวิจัยล่าสุดจะเห็นว่า การใช้คำว่า “ความต้องการแร่ธาตุอาหารรอง (trace mineral requirement)” ที่เคยนิยมใช้กัน อาจไม่เหมาะสมอีกต่อไปแล้ว ระดับของธาตุอาหารรองที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นผลจากการศึกษาความต้องการในเชิงปริมาณ แต่มักเป็นผลมาจากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพแร่ธาตุอาหารรองที่มีจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในรูปแบบที่ต่างกันระหว่างอินทรีย์ และอนินทรีย์

การวิจัยที่เกี่ยวกับการเติบโตของกระดูกภายหลังฟักเป็นตัวลูกไก่ครั้งแรกเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐ ภายหลังจากนั้นหลายสิบปีก็มีงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับการพัฒนากระดูกในสัตว์ปีก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยบรรเทาความผิดปรกติของกระดูก เช่น โรคเพอโรซิส (perosis) และโรคกระดูกอ่อน (rickets) ในสัตว์ปีก ในเวลานั้น การวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวิตามิน และแร่ธาตุอาหารสัตว์ยังไม่ทราบแน่ชัดด้วยซ้ำ การออกแบบการทดลองเป็นการศึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์ที่แสดงอาการทางคลินิก และทดลองให้การรักษาโดยใช้ระดับของวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ

ภาพที่ ๑ แร่ธาตุแมงกานีสเป็นธาตุในตารางธาตุซึ่งมีสัญลักษณ์เป็น Mn มีหมายเลขอะตอมเป็น ๒๕ ช่วยให้ร่างกายสามารถใช้โคลีนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในยุคแรก วิธีการศึกษาวิตามินในรูปอินทรีย์ และแร่ธาตุอาหารสัตว์ในรูปอนินทรีย์เป็นการตรวจสอบว่า ปรากฏ หรือไม่ปรากฏวิตามิน และแร่ธาตุดังกล่าวในรูปของเถ้า ตัวอย่างผลการวิจัยหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ สังเกตว่า แมงกานีสที่ระดับ ๕๐ พีพีเอ็มช่วยลดการเกิดโรคเพอโรซิสในลูกไก่พันธุ์นิวแฮมเชียร์ แต่ใช้ระดับเพียง ๓๐ พีพีเอ็มเท่านั้นในลูกไก่พันธุ์เล็กฮอร์น นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพันธุกรรมนอกเหนือจากความต้องการสารอาหาร คณะผู้วิจัยอีกกลุ่มก็ยังพบอีกว่า น้ำหนักร่างกายก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความรุนแรงของเพอโรซิส ในการวิจัยสำคัญฉบับหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ แสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์ไก่ น้ำหนัก และรูปแบบการเจริญเติบโตกระดูกในระยะ ๕ วันแรกหลังการฟักเป็นลูกไก่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก แต่หลังจากนั้น ความแตกต่างของสายพันธุ์จึงสังเกตเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น โดยสังเกตพบว่า ทั้งลูกไก่บาร์ร็อก และเล็กฮอร์น การพัฒนากระดูกยาวสูงที่สุดในช่วงอายุ ๐ ถึง ๓ สัปดาห์ และความสมบูรณ์ของกระดูกจะมีอัตราเร่งสูงในลูกไก่บาร์ร็อก ซึ่งเป็นสายพันธุ์หนัก ดังนั้น ช่วงเวลาวิกฤติของชีวิตอยู่ในระยะ ๓ สัปดาห์แรกภายหลังการฟักเป็นตัว โดยเฉพาะ ไก่เนื้อ

            การคัดเลือกพันธุกรรมมีอิทธิพลสูงมากต่อการเจริญเติบโต และลักษณะคุณภาพซากในไก่เนื้อที่ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์เชิงพาณิชย์ในไก่เนื้อ ไม่เพียงส่งผลต่อการเจริญเติบโต และคุณภาพซาก แต่ยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของกระดูกยาว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย และการเคลื่อนที่ส่งผลต่ออุบัติการณ์โรคบีซีโอในกระดูกต้นขา และกระดูกแข้งที่สูงขึ้น ปัญหาขาพิการจากการติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ และสวัสดิภาพสัตว์ นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมสัตว์ อาหารสัตว์ และการจัดการเลี้ยงสัตว์ที่พัฒนามากขึ้น ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตสัตว์ปีก ได้แก่ การผลิตสัตว์โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ และสวัสดิภาพสัตว์  

การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์

            ในระยะแรก งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความต้องการอาหารสัตว์สำหรับสารอาหารชนิดต่างๆเกิดขึ้นในช่วงที่ยังมีปัจจัยที่ในอดีตไม่เคยทราบมาก่อน เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นว่าเป็นปัจจัยร่วมด้านอาหารสัตว์ที่มีความสำคัญ ในช่วงการวิจัยระยะแรกนั้นเอง นักวิชาการมุ่งความสนใจต่อการพัฒนาสารอาหารสังเคราะห์ หรือทราบคุณสมบัติแล้ว ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในลูกไก่เป็นแบบจำลองการทดลองในสัตว์ สารอาหารต่างๆเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือวิจัยในการกำหนดไมโครนิวเทรียนต์ หรือสารอาหารที่ร่างกายสัตว์ต้องการเพียงเล็กน้อยที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลดปัญหาการขาดสารอาหารที่สำคัญ เช่น น้ำมันตับปลา และโรคกระดูกอ่อน เป็นต้น งานวิจัยจำนวนมากในยุคนี้ใช้น้ำหนักไก่เป็นตัววัดหลักสำหรับการศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารอาหาร และวัตถุดิบอาหารสัตว์ และการศึกษาหลายครั้งยังเกี่ยวข้องกับปัญหากระดูก ที่มักใช้คำว่า “ขาอ่อนแอ (leg weakness)” และในช่วงเวลาดังกล่าวก็เริ่มมีรายงานวิจัยเป็นครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับความต้องการแร่ธาตุแมงกานีสในหนูทดลอง

ภาพที่ ๒ หนังสืออ้างอิงด้านความต้องการอาหารสัตว์ของสัตว์ปีก NRC ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัตถุดิบอาหารสัตว์ และแร่ธาตุอาหารสัตว์หลัก

            ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ Norris และคณะได้รายงาน “อาการอัมพาตที่เกี่ยวข้องกับสารอาหาร (Nutritional paralysis)” ของกระดูกส่วนล่างของร่างกาย และบันทึกไว้ว่า การเสริมสารอาหารที่มีเศษเนื้อ ปลาป่น และเนื้อวาฬแห้ง ช่วยลดปัญหาที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามินที่เป็นองค์ประกอบในนม ในช่วงเวลาน้น วิตามินบีเกี่ยวข้องกับอาการเส้นประสาทอักเสบหลายแห่ง และวิตามินจีที่เกี่ยวข้องกับโรคหนังกระ เป็นสารอาหารที่พบได้ในนม และผลิตภัณฑ์จากนม อย่างไรก็ตาม  Hart และคณะ ไม่สนใจแนวความคิดเกี่ยวกับวิตามินที่ไม่ยังทราบแน่ชัด และเห็นว่า อาการอัมพาตที่เกี่ยวข้องกับสารอาหารที่ Norris รายงานนั้น มีการสังเกตพบมาเป็นเวลานานหลายปีแล้วในลูกไก่ที่ได้รับน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอ ลูกไก่ป่วยถูกส่งจากวิทยาลัยเกษตรกรรมรัฐออทาริโอไปยังมหาวิทยาลัยโทรอนโต เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างกระดูกทางเนื้อเยื่อวิทยา ระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระดูกและซีรัม และระดับเอนไซม์ฟอสฟาเตส พบว่า ลักษณะทางเนื้อเยื่อวิทยา ซีรัม และกระดูกคล้ายคลึงกัน สิ่งผิดปรกติที่พบได้เพียงสิ่งเดียวคือ กระดูกที่มีการเคลื่อนเพียงเล็กน้อย กระดูกโค้ง และบิด อุบัติการณ์ความผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับกระดูกยาวมีรายงานพบได้บ่อย จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ Titus เสนอให้เรียกชื่อความผิดปรกตินี้ว่า “เพอโรซิส (perosis)” ลักษณะความผิดปรกติจะสังเกตเห็นการขยายใหญ่ขึ้นของข้อเท้า โดยเนื้อเยื่อโดยรอบเกิดเลือดออก กระดูกต้นขาโค้ง และการหลุดของเอ็นชนิด กาสตร๊อกนีเมียส จากกระดูกอ่อนที่ข้อต่อเรียกว่า “อาการเอ็นเคลื่อน (slipped tendon)” ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ Milby รายงานว่า อาการเอ็นเลื่อนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงสร้างกระดูกโค้งผิดปรกติ เช่น ขาโก่ง และตั้งสมมติฐานว่า ความโค้งของกระดูกต้นขาสัมพันธ์กับความรุนแรงของรูปร่างขาที่ผิดปรกติ

ภาพที่ ๓ โรคเพอโรซิส หรือคอนโดรดิสโทรฟี ในไก่เล็กที่ได้รับอาหารขาดแคลนแร่ธาตุชนิดแมงกานีส อาการของโรคพบการผิดรูปของกระดูกยาว ลักษณะสำคัญคือ การเจริญเติบโตของกระดูกยาวช้าผิดปรกติ การบวมของข้อเท้า การบิด หรือโก่งของส่วนปลายกระดูกต้นขา และส่วนต้นของเท้า รวมถึง การเคลื่อนหลุดของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อกาสตร๊อกนีเมียสจากร่องกระดูก ไก่แสดงอาการเคลื่อนที่ลำบาก เนื่องจาก การผิดตำแหน่งของขาบิดไปทางด้านหลัง และด้านข้าง (แหล่งภาพ Ivan Dinev)

การจับเกาะของแร่ธาตุที่กระดูก

             ต้องรอไปถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๓ นักวิชาการจึงทราบถึงบทบาทของแคลเซียม ฟอสฟอรัส และอัตราส่วนระหว่างแคลเซียม และฟอสฟอรัสในการจับเกาะของแร่ธาตุที่กระดูก และเริ่มยอมรับกันว่า ปริมาณของแร่ธาตุรวมทั้งแคลเซียม และฟอสฟอรัส รวมถึง แหล่งของแร่ธาตุ เช่น กระดูกป่น ในอาหารสัตว์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอุบัติการณ์ของโรคเพอโรซิส การผสมแร่ธาตุทั้งแคลเซียมฟอสเฟต และแคลเซียมคาร์บอเนต ยังส่งผลให้เกิดโรคเพอโรซิสได้เช่นเดียวกับกระดูกป่นนึ่ง โรคเพอโรซิสลดน้อยลงได้ หากเนื้อและกระดูกป่นอยู่ในระดับต่ำ หรือแคลเซียมคาร์บอเนตถูกใช้เป็นแหล่งแคลเซียม และพบความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการพบเส้นเอ็นเคลื่อน และปริมาณฟอสฟอรัสรวมในอาหารสัตว์ โดยสามารถใช้เป็นตัวพยากรณ์โรคได้ อัตราส่วนระหว่างแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่กว้างขึ้นไม่มีผลต่ออุบัติการเส้นเอ็นเคลื่อน แต่เมื่อใช้กระดูกป่นสำหรับเพิ่มระดับฟอสฟอรัส พบว่า อุบัติการณ์เส้นเอ็นเคลื่อนสูงขึ้น

ความสำคัญของแมงกานีส

            ในการประชุมสัตว์ปีกโลกครั้งที่ ๗ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ มีแนวความคิดว่า ความไม่บริสุทธิ์ของโมโนแคลเซียมฟอสเฟตจากบางแหล่งผลิตช่วยป้องกันการเกิดโรคเพอโรซิสได้ ในเวลาต่อมาจึงทราบว่า ความไม่บริสุทธิ์เป็นผลมาจากแร่ธาตุชนิดแมงกานีส นักวิชาการจึงยอมรับว่า ปัจจัยด้านอาหารสัตว์ที่ทำให้ลูกไก่มีโอกาสพบโรคเพอโรซิสได้มากเป็นผลมาจากอาหารสัตว์ที่ขาดแร่ธาตุแมงกานีส ระดับของแมงกานีส ๓๕ พีพีเอ็ม เป็นระดับที่ต่ำที่สุดในอาหารสัตว์ที่ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเพอโรซิส ในเวลาต่อมาจึงมีรายงานว่า การเสริมแร่ธาตุสังกะสี และอะลูมิเนียม ช่วยลดอุบัติการณ์โรคเพอโรซิสลงได้ปานปลาง แต่การใช้ทั้งแมงกานีส เหล็ก และอะลูมิเนียม ในอาหารสัตว์มีประสิทธิภาพดีที่สุด โดยเฉพาะ ในอาหารสัตว์ที่มีระดับแคลเซียม และฟอสฟอรัสต่ำ คณะผู้วิจัย แนะนำว่า การป้องกันโรคเพอโรซิสจากการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นธัญพืช เป็นผลมาจากองค์ประกอบของแมงกานีส ในการประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ มีการนำเสนอข้อมูลปัญหากระดูกอ่อนที่เกี่ยวข้องกับอาหารสัตว์ และยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างระดับแร่ธาตุที่สูง และโรคเพอโรซิส โดยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การทดลองหลายครั้ง ยืนยันผลดีของการเสริมแมงกานีสในอาหารสัตว์ ผู้วิจัยสังเกตว่า รำข้าวร้อยละ ๑๕ ไม่มีประสิทธิภาพในการลดโรคเพอโรซิส แต่เมื่อมีการเสริมเถ้าจากรำข้าว สามารถลดการเกิดโรคเพอโรซิสได้เทียบเท่ากับการเสริมแมงกานีสคาร์บอเนต ร้อยละ ๐.๐๒ หรือแมงกานีสคลอไรด์ ร้อยละ ๐.๐๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ Heller และ Penquite สรุปว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างปริมาณแมงกานีสในวัตถุดิบอาหารสัตว์ และอุบัติการณ์ความผิดปรกติของขา รวมถึง โรคเพอโรซิส อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเตือนถึง ความเป็นพิษของการใช้แมงกานีสระดับสูง (แมงกานีสคาร์บอเนต ร้อยละ ๑.๐) การทดลองสูตรอาหารสัตว์ที่ไม่ใช้วัตถุดิบชนิดธัญพืช แล้วผสมส่วนของรำข้าว และการเสริมแมงกานีส อาจช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคเพอโรซิสได้ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ Insko ให้อาหารที่มีระดับแคลเซียม และฟอสฟอรัสต่ำ หรือสูง ร่วมกับการเสริมแมงกานีสซัลเฟตที่ระดับ ๐ หรือ ๓๐ พีพีเอ็ม พบว่า ทั้งที่อายุ ๔ และ ๘ สัปดาห์ การใช้อาหารที่เสริมแมงกานีส ๓๐ พีพีเอ็ม ช่วยลดอัตราการเกิดขาโก่ง และเอ็นเคลื่อนได้ ในการทดลองต่อมา การเสริมสังกะสี อะลูมิเนียม และเหล็กที่ระดับ ๓๐ พีพีเอ็ม ชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือร่วมกัน พบว่า สูตรอาหารสัตว์ที่เสริมแมงกานีสเท่านั้นที่พิสูจน์ได้ว่า มีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม สังกะสี และอะลูมิเนียม ให้ผลปานกลาง ในเวลาเดียวกัน Gallup และ Norris พบว่า เอ็นเคลื่อน และปัญหาที่ร่องกระดูกที่เกิดจากการขาดแมงกานีส มักเกิดขึ้นร่วมกับการหนาขึ้นผิดปรกติของกระดูกแข้ง และการลดลงของความยาวกระดูกแข้ง ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ Caskey รายงานว่า กระดูกปีกก็พบลักษณะคล้ายคลึงกับกระดูกยาวจากการขาดแมงกานีส และตั้งสมมติฐานว่า เมตาโบลิซึมของแคลเซียม และฟอสฟอรัส ขึ้นกับปริมาณแมงกานีสที่เพียงพอด้วย   

ปฏิสัมพันธ์ของแร่ธาตุแมงกานีสในลำไส้

            ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เป็นช่วงเวลาที่นักวิจัยมุ่งความสนใจไปที่ปฏิสัมพันธ์ของแร่ธาตุภายในลำไส้ สัมพันธ์กับการย่อยได้ของอาหาร และการกระจายตัวของแร่ธาตุในร่างกาย ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ Schaible และคณะ ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับแร่ธาตุแมงกานีสและการก่อโรคเพอโรซิส โดยวิเคราะห์ระดับของแมงกานีสในวัตถุดิบอาหารสัตว์หลายชนิด ตำแหน่งของพืชอาหารสัตว์บางชนิดมีแร่ธาตุแมงกานีสมากเป็นพิเศษ และมีความสำคัญต่อทั้งเมตาโบลิซึมของพืช และสัตว์ ส่วนที่เป็นรำของข้าว และข้าวสาลีเป็นประโยชน์ต่อการลดอุบัติการณ์โรคเพอโรซิส การทดลองสูตรอาหารสัตว์ที่มีแร่ธาตุสูง (ข้าวโพด ร้อยละ ๓๒ กระดูกป่น ร้อยละ ๖ และแมงกานีส ๓๗ พีพีเอ็ม) และแร่ธาตุต่ำ (ข้าวโพด ร้อยละ ๖๗ แมงกานีส ๑๑ พีพีเอ็ม) สามารถเหนี่ยวนำโรคเพอโรซิสได้ และตั้งสมมติฐานว่า สูตรอาหารสัตว์ดังกล่าวทั้งลดการละลายได้ และลดปริมาณของแมงกานีสในลำไส้ (จากการผสมกระดูกป่น) หรือทำให้ขาดแคลนแมงกานีส (สูตรอาหารสัตว์ที่ใช้ข้าวโพดสูง) เมื่อระดับแมงกานีสเป็น ๓๐ พีพีเอ็มจากเกลือที่แตกต่างกันถูกเติมลงในสูตรอาหารที่มีแร่ธาตุต่ำ ข้าวโพดสูง (แมงกานีส ๑๑ พีพีเอ็ม) ได้เป็นแมงกานีสรวม ๔๑ พีพีเอ็ม สามารถช่วยลดโรคเพอโรซิสได้ ทั้งนี้ระดับของแมงกานีสข้างต้นใกล้เคียงกับความต้องการแมงกานีสที่ระดับ ๓๕ พีพีเอ็ม Wilgus และ Patton จึงตั้งสมมติฐานว่า แคลเซียมฟอสเฟต เช่น กระดูกป่นนึ่ง สามารถตกตะกอนแมงกานีสจากสารละลาย และเหนี่ยวนำให้ขาดแมงกานีสได้ แม้ว่าสูตรอาหารสัตว์จะมีระดับแมงกานีสตามความต้องการของสัตว์แล้ว ดังนั้น แมงกานีสเป็นแร่ธาตุอาหารสัตว์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนากระดูกปรกติ

โรคเพอโรซิส และปัจจัยโน้มนำนอกเหนือจากแมงกานีส

            แม้ว่า ผลการศึกษาจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการเสริมแมงกานีส แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพดีทั้งหมดเสมอไปสำหรับการทดลองด้วยสูตรอาหารสัตว์ที่ขาดแคลนแมงกานีส นักวิจัยบางกลุ่ม พบว่า กลุ่มอาการเพอโรซิส สามารถช่วยบรรเทาอาการได้โดยการเติมข้าวสาลี หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลีที่ผ่านการบดมาแล้ว แต่หากใช้เถ้าจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งสองชนิด ไม่สามารถช่วยได้ บ่งชี้ว่า ปัจจัยที่ช่วยในการรักษาโรคอยู่ในรูปอินทรีย์ คณะผู้วิจัยอีกกลุ่ม พบว่า จมูกข้าวสาลีช่วยลดปัญหาโรคเพอโรซิส และรายงานประโยชน์ของสารสกัดเข้มข้นจมูกข้าวที่เป็นอินทรียวัตถุในเวลาต่อมา Wiese และคณะ (1938) แสดงให้เห็นว่า รำข้าว และการเสริมแมงกานีส ช่วยลดปัญหาเพอโรซิสได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากนำไปให้ความร้อนด้วยเครื่อง autoclave จะมีประสิทธิภาพลดลง บ่งชี้ว่า ข้าวสาลีประกอบด้วย ปัจจัยอินทรีย์ที่ถูกทำลายได้ง่ายมีประสิทธิภาพด้วยตัวเอง หรือร่วมกับแมงกานีส ช่วยลดปัญหาเพอโรคซิสได้

ภาพที่ ๔ โครงสร้างของเมล็ดข้าวสาลี จมูกข้าวสาลี (wheat germ) มีประสิทธิภาพในการลดปัญหาโรคเพอโรซิส (แหล่งภาพ Craving something healthy.com)

แมงกานีส แม่ไก่ระยะไข่ และการเจริญเติบโตของกระดูกในตัวอ่อน

            รายงานวิจัยฉบับแรกเกี่ยวกับการเจริญเติบโตกระดูกในตัวอ่อนลูกไก่โดย Johnson (1883) ในเวลาต่อมา Fell (1925) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่แสดงรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ระหว่างการพัฒนากระดูกตัวอ่อนลูกไก่ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ Byerly และคณะ สังเกตพบว่า ตัวอ่อนจากแม่ไก่ที่ให้โปรตีนจากพืชต่างๆกัน ลูกไก่หลายตัวมีกระดูกสั้น และการเสริมด้วยจมูกข้าวสาลี หรือตับ หรือหางนม ให้แม่ไก่สามารถลดปัญหาลงได้ การพบลักษณะกระดูกยาวของตัวอ่อนที่สั้นลง และหนาขึ้นผิดปรกติได้รับการยืนยันต่อมาโดยคณะผู้วิจัยอีกหลายกลุ่ม ต่อมามีการทดลองให้แม่ไก่กินอาหารที่ขาดแร่ธาตุแมงกานีส (๕.๕ พีพีเอ็ม) พบว่า อัตราการฟักไข่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (น้อยกว่าร้อยละ ๑๐) และพบตัวอ่อนที่มีกระดูกชนิดยาวที่สั้น และหนาขึ้นจำนวนมาก ความผิดปรกติดังกล่าวถูกเรียกว่า “คอนโดรดิสโทรฟี (Chondrodystrophy)” โดยตั้งชื่อตามลักษณะที่คล้ายคลึงกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เรียกว่า “คอนโดรดิสโทรเฟีย ฟีทาอิส (Chondrodystrophia foetais)” กรณี ไข่ฟักจากแม่ไก่ที่กินอาหารขาดแร่ธาตุแมงกานีส แล้วฉีดแมงกานีสให้ก่อนฟักเป็นลูกไก่ พบว่า การพัฒนาตัวอ่อนเป็นปรกติ แต่การฉีดด้วยสังกะสี หรือเหล็กไม่ได้ผล การเรียกชื่อโรคคอนโดรดิสโทรฟี และเพอโรซิส บางครั้งก็มีการใช้แทนกัน

นวัตกรรมใหม่สำหรับการจัดการตัวอ่อนในไข่ฟัก

            ในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีก นวัตกรรมใหม่มักเป็นรูปแบบของกระบวนการที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อสนับสนุนการผลิตเชิงพาณิชย์ การพัฒนาเทคโนโลยีการฉีดไข่ฟักเป็นตัวอย่างที่สำคัญหนึ่ง เนื่องจาก แนวความคิด และการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงานตามปรกติระหว่างการเคลื่อนย้ายไข่ฟักไปยังตู้เกิดที่อายุราว ๑๘ วัน และการให้วัคซีนมาเร็กซ์ภายหลังการฟักเป็นลูกไก่ที่โรงฟักไข่ การให้วัคซีนด้วยแรงงานคนใช้เวลามาก และต้องพึ่งพาแรงงานมาก และยังก่อให้เกิดความเครียดต่อลูกไก่ก่อนที่จะลงเลี้ยงในฟาร์ม การวิจัยด้านภูมิคุ้มกันสัตว์ปีก และวิศวกรรมการเกษตรได้มองเห็นถึงโอกาสของการให้วัคซีนฉีดไข่ฟักจนได้สิทธิบัติรจำนวนมาก ก่อนประสบความสำเร็จในการเริ่มใช้ในภาคอุตสาหกรรมจริงๆ นอกเหนือจากการให้วัคซีนมาเร็กซ์แล้ว ในเวลาต่อมายังได้ต่อยอดไปยังการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีกหลายชนิด และโรคบิดอีกด้วย

            ในอนาคตอันใกล้นี้ นักวิจัยกำลังสนใจที่จะให้สารอาหาร และสารส่งเสริมด้านสรีรวิทยาให้กับตัวอ่อนพร้อมไปกับการให้วัคซีนฉีดไข่ฟัก การลดลงของแร่ธาตุอาหารสัตว์ในไข่แดงช่วงที่ตัวอ่อนอายุ ๑๗ วัน ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ Yair และ Uni เสริมสารอาหารในไข่ฟักที่อายุตัวอ่อน ๑๗ วัน ประสบความสำเร็จในการเพิ่มระดับแร่ธาตุเหล็ก สังกะสี และทองแดง ที่อายุตัวอ่อน ๒๐ และลูกไก่แรกเกิด ทั้งยังช่วยเพิ่มระดับแมงกานีสได้อย่างมาก ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๕๗ Yair และคณะ ใช้วิธีเดียวกันก็ยังสังเกตการเพิ่มขึ้นของแมงกานีส ตั้งแต่อายุตัวอ่อน ๑๙ วันจนถึง ๗ วันหลังการฟักเป็นตัว ผลต่อความยาว หรือน้ำหนักของกระดูกแข้ง หรือกระดูกต้นขาตั้งแต่อายุตัวอ่อน ๑๙ วันถึง ๕๔ วันภายหลังการฟักเป็นตัว โครงสร้างของกระดูกทึบ หรือดัชนีชี้วัดการสะสมแร่ธาตุให้ผลไม่ชัดเจน ต่อมาผู้วิจัยยังศึกษาผลของการใช้แร่ธาตุอาหารสัตว์ชนิดอนินทรีย์ และอินทรีย์ ร่วมกับวิตามินดี ๓ เป็นส่วนผสมของสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ แต่ไม่พบความแตกต่างจากการใช้แร่ธาตุอาหารทั้งสองชนิด แต่การเสริมสารอาหารทั้งสองชนิดช่วยเพิ่มปริมาณแร่ธาตุทองแดง สังกะสี และมังกานีสในไข่แดงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว น้ำหนัก และความยาวของกระดูกแข้ง การเสริมแร่ธาตุชนิดอินทรีย์ และวิตามินดี ๓ ช่วยเพิ่มเถ้ากระดูกทึบร้อยละ ๑.๒ และ ๑.๔ ตามลำดับเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เสริมสารอาหาร แต่ไม่มีผลต่อความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก โครงสร้างของกระดูกทึบเป็นพื้นที่สำคัญอย่างมากต่อการเกิดปัญหาขาที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในไก่เนื้อสมัยใหม่

            การวิจัยด้านโภชนาการสัตว์ปีกในระยะแรกที่เกี่ยวข้องกับแร่ธาตุอาหารสัตว์ และการพัฒนากระดูกนั้น ห้องปฏิบัติการนอร์ริสที่คอร์เนลล์เป็นสถานที่วิจัยหลักที่มีผลงานตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง และผลิตนักวิทยาศาสตร์ด้านดังกล่าวจำนวนมาก ในช่วง ๒๕ ปีที่ผ่านมา ห้องปฏิบัติการอูนิ และมหาวิทยาลัยฮิบรู ได้พัฒนาความก้าวหน้า และความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาลำไส้ในตัวอ่อน และภายหลังการฟักเป็นตัว และเป็นอนาคตสำหรับการเสริมสารอาหารในไข่ฟัก 

การให้อาหารลูกไก่ตั้งแต่ในไข่ พร้อมกับการเครื่องให้วัคซีน (แหล่งภาพ Fabian Brockötter)

แร่ธาตุแมงกานีส เนื้อกระดูกอ่อน และการเจริญเติบโตของกระดูกเอนโดรคอนดรัล

            ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ Gallup และ Norris ทดลองใช้อาหารสัตว์ที่มีแมงกานีสเพียงพอ และขาดแคลน เก็บตัวอย่างจากลูกไก่ที่เพศ อายุ และน้ำหนักใกล้เคียงกัน และไม่แสดงอาการโรคเพอโรซิส พบว่า ลูกไก่ที่ได้รับอาหารสัตว์ที่ขาดแมงกานีสมีกระดูกชนิดยาวที่สั้นลง และหนาตัวขึ้นที่อายุ ๒๔ วัน โดยไม่พบความแตกต่างของการสะสมแคลเซียม ประโยคสั้นๆใกล้กับตอนจบของรายงานวิจัยที่ในเวลาต่อมาพิสูจน์แล้วว่าชาญฉลาดอย่างยิ่งคือ “การขาดแร่ธาตุแมงกานีสของกระดูกบางส่วน ส่งผลต่อการผิดรูปของข้อต่อ และส่วนปลายของกระดูกชนิดยาว” ต่อมานักวิจัยหลายคณะยืนยันข้อสังเกตนี้ในสัตว์ชนิดอื่นๆ ในหนูทดลองให้อาหารสัตว์ที่ขาดแคลนแมงกานีส พบว่า หนูก็มีน้ำหนักตัวใกล้เคียงกัน ความยาวกระดูกแข้งลดลงเล็กน้อย แต่ชัดเจนมาก ความหนาแน่นของกระดูก และความแข็งแรงของกระดูกต้นขาลดลง

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับแร่ธาตุอาหารสัตว์ชนิดอินทรีย์ และอนินทรีย์

             การขาดแร่ธาตุอาหารสัตว์ที่แท้จริงได้สูญหายไปแล้วในการผลิตเชิงพาณิชย์ และงานวิจัยล่าสุดมักอ้างอิงเหตุผลที่ต้องค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับแร่ธาตุอาหารสัตว์ต่อไป

  • เป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีมาแล้วที่หนังสืออ้างอิงข้อกำหนดด้านอาหารสัตว์ NRCT (1994) ตีพิมพ์
  • การพัฒนาด้านพันธุกรรมสัตว์สำหรับคุณลักษณะที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนากระดูก นอกเหนือจากการคัดเลือกพันธุ์สัตว์ให้มีพฤติกรรมการเข้ากินอาหารได้ดีขึ้น ก็เป็นเหตุผลสำคัญในการเพิ่มน้ำหนักตัวจากการพัฒนาด้านพันธุกรรม และเพิ่มการกินแร่ธาตุอาหารสัตว์โดยไม่ต้องเพิ่มระดับวัตถุดิบที่เติมลงในอาหารเลย
  • การพัฒนาแร่ธาตุอาหารสัตว์ชนิดอินทรีย์เชิงพาณิชย์ให้ผู้ผลิตสัตว์ปีกได้เลือกใช้
  • การใช้เครื่องมือด้านอณูชีววิทยาที่ทันสมัย ช่วยให้การคัดเลือกใช้แร่ธาตุอาหารสัตว์ได้ดีขึ้น

ทั้งแร่ธาตุอาหารสัตว์ชนิดอินทรีย์ และอนินทรีย์ในภาคการตลาดวัตถุดิบอาหารสัตว์มีหลากหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีทั้งข้อดี และข้อด้อย  ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ Gallup และคณะ รายงานการใช้แร่ธาตุแมงกานีสชนิดอนินทรีย์ ได้แก่ แมงกานีสคลอไรด์ แมงกานีสซัลเฟต โพแทสเซียมเปอร์มังกาเนต แมงกานีสคาร์บอเนต และแมงกานีสไดออกไซด์ มีประสิทธิภาพเท่ากันในการลดอุบัติการณ์ของโรคเพอโรซิสในสูตรอาหารสัตว์ที่มีระดับแมงกานีส ๕๐ พีพีเอ็ม ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ Watson ทดลองวัดการละลายได้ของแมงกานีสออกไซด์จากแหล่งต่างๆเปรียบเทียบกับแมงกานีสซัลเฟต พบว่า การละลายได้ของแมงกานีสออกไซด์ในกรดเกลือเข้มข้นร้อยละ ๐.๔ เป็นร้อยละ ๓๐ ถึง ๕๐ และกรดเกลือเข้มข้นร้อยละ ๒.๗ เป็นร้อยละ ๘๗.๒ ความแตกต่างของน้ำหนักตัวไก่ หรือเถ้ากระดูกระหว่างแมงกานีสซัลเฟต และแมงกานีสออกไซด์แหล่งต่างๆ ไม่ได้เป็นผลมาจากความสามารถในการละลายได้

บทสรุป

            บทความวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับแร่ธาตุอาหารสัตว์ชนิดรอง แมงกานีส เนื่องจาก ความสำคัญต่อการพัฒนากระดูก นักวิชาการโต้แย้งว่า ความต้องการแร่ธาตุอาหารสัตว์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย นับตั้งแต่การตีพิมพ์ตำราอ้างอิงด้านอาหารสัตว์นานมาแล้ว ปัญหาการขาดแร่ธาตุอาหารสัตว์พบได้ยากมากในปัจจุบัน แต่ก็ยังนิยมอ้างอิงเพื่อเป็นเหตุผลสำหรับการใช้แร่ธาตุอาหารสัตว์ชนิดอินทรีย์ และ
อนินทรีย์ เนื่องจาก ช่วยให้ประสิทธิภาพการย่อยอาหารดีขึ้น สำหรับไก่เนื้อ และไก่งวง การพัฒนาด้านพันธุกรรมต่อคุณลักษณะสำคัญทางพันธุกรรมเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์ และการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการ เช่น การผลิตโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้ไม่อาจกำจัดปัญหาความอ่อนแอของกระดูกให้หายไปได้ ร่วมกับการติดเชื้อ เช่น ออสทีโอคอนโดรซิส ยิ่งเพิ่มอัตราการพบความผิดปรกติของกระดูก

เอกสารอ้างอิง

Lilburn MS. 2021. Contennial review: trace mineral research with an emphasis on manganese. Poul Sci. 100: 1-10.

Prebiotics พรีไบโอติกในระบบการผลิตสัตว์ปีกทางเลือก

ระบบการผลิตสัตว์ปีกทางเลือก ยังคงขยายตัวต่อไป ตามความต้องการของตลาดสำหรับเนื้อ และไข่สัตว์ปีกที่ผลิตตามวิถีธรรมชาติ และอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม ระบบการผลิตดังกล่าวต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายจากสภาวะแวดล้อมที่ผันผวน และการสัมผัสกับเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ ดังนั้น จึงเป็นต้องนำสารเติมอาหารสัตว์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และผลผลิตสัตว์ปีก ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์สารเติมอาหารสัตว์หลายชนิดที่มีศักยภาพใช้ในระบบการผลิตสัตว์ปีกทางเลือก สารประกอบพรีไบโอติกช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลชีพเฉพาะที่เป็นประโยชน์ในทางเดินอาหาร ส่งเสริมสุขภาพของสัตว์ และควบคุมเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ การปรับเปลี่ยนไมโครไบโอตาในระบบทางเดินอาหาร และควบคุมกระบวนการหมัก สามารถยับยั้งเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น แคมไพโลแบคเตอร์ และ ซัลโมเนลลา ได้

อาหารที่ผลิตด้วยแบบอินทรีย์ หรือในระบบการผลิตทางเกษตรกรรมที่เป็นวิถีธรรมชาติ กำลังได้รับความนิยมสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่มด้วยเหตุผลหลายประการทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัยอาหาร สวัสดิภาพสัตว์ การรักษาสิ่งแวดล้อม และการผลิตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การยอมรับของสังคมต่อการผลิตสัตว์แบบอินทรีย์ด้านสุขภาพสัตว์ และสวัสดิภาพสัตว์ ยังพิสูจน์ไม่ได้ และจำเป็นต้องมีการศึกษาเชิงเปรียบเทียบมากกว่านี้ แต่สำหรับการผลิตวิถีธรรมชาติถือว่าใกล้เคียงความจริง เช่น การเลี้ยงสัตว์ปีกแบบปล่อยอิสระในทุ่งหญ้า นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ช่วยส่งเสริมให้การผลิตสัตว์ปีกทางเลือกกำลังเติบโต ยกตัวอย่างเช่น อาหารที่ผลิตในท้องถิ่นกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น และยังมีแรงกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทางเลือก และผลิตจากฟาร์มใกล้บ้าน ความต้องการของสังคม และนโยบายภาครัฐ เลือกที่จะหลีกเลี่ยงยาปฏิชีวนะในการผลิตสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร ยิ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มาจากธรรมชาติ และอินทรีย์

ภาพที่ ๑ การเลี้ยงสัตว์ปีกแบบปล่อยอิสระในทุ่งหญ้า (Backyard poultry, 2021)

การผลิตสัตว์ปีกไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพัฒนาของตลาดผลิตภัณฑ์ที่ผลิตตามระบบอินทรีย์ และเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ระบบการผลิตสัตว์ปีกทางเลือกจึงอุบัติใหม่เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการผู้บริโภคทั้งเนื้อ และไข่สัตว์ปีกที่ผลิตตามระบบอินทรีย์ และเป็นธรรมชาติ ระบบการเลี้ยงการจัดการเลี้ยงไก่เนื้อแบบอินทรีย์ และบนทุ่งหญ้า เป็นการผลิตสัตว์ปีกทางเลือก ฝูงไก่เนื้อที่เลี้ยงบนทุ่งหญ้าอาศัยภายนอกโรงเรือน และบางรูปแบบยังมีโรงเรือนไว้ให้ด้วยระหว่างการเลี้ยง การเลี้ยงในระบบดังกล่าวจึงมีขนาดฝูงค่อนข้างเล็ก และการจับเข้าสู่โรงฆ่าก็มีจำนวนไม่มาก หน่วยการแปรรูปเนื้อแบบเคลื่อนที่จึงได้รับการพัฒนาข้นมาด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นทั้งด้านการเงิน และข้อระเบียบต่างๆสำหรับการแปรรูปไก่เนื้อที่เลี้ยงบนทุ่งหญ้า นอกเหนือจากการผลิตไข่ไก่อินทรีย์เป็นฝูงขนาดเล็ก และการผลิตไข่ไก่เชิงพาณิชย์ การผลิตไข่ไก่ก็ได้เปลี่ยนแปลงการจัดการไปอย่างมาก รวมถึง การนำระบบโรงเรือนกรงนกขนาดใหญ่ และการเลี้ยงแบบไม่ขังกรง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่สร้างการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการเลี้ยงไก่ไข่แบบขับกรง ดังนั้น จึงมีโอกาสได้รับเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษเพิ่มขึ้นด้วย   

ภาพที่ ๒ รถสำหรับการแปรรูปเนื้อแบบเคลื่อนที่ในสหรัฐฯที่มีบริการให้เช่าได้ (แหล่งภาพ University of California, Division of Agriculture and Natural Resources)

ความเป็นมาของพรีไบโอติก

คำนิยามของพรีไบโอติกในฐานะของอาหาร หมายถึง องค์ประกอบของอาหารที่ไม่ถูกย่อยโดยสัตว์ เมื่อกินเข้าไป แต่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ เช่น ไบฟิโดแบคทีเรีย และ แลคโตบาซิลลัส แรกเริ่มทีเดียวก็มีผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ ๓ ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ หรือฟอส (fructooligosaccharides, FOS) กาแลคโตโอลิโกแซคคาไรด์ หรือกอส (galactooligosacharide, GOS) และ แมนแนน โอลิโกแซคคาไรด์ หรือมอส (mannan-oligosaccharide, MOS) ผลิตภัณฑ์พรีไบโอติกเหล่านี้ มีคุณสมบัติของพรีไบโอติกได้อย่างคงเส้นคงวา ตั้งแต่ไม่ถูกย่อยโดยสัตว์ และสามารถหมักโดยเชื้อ ไบฟิโดแบคทีเรีย และ แลคโตบาซิลลัส ได้ นักวิจัยสามารถตรวจพบวิถีเมตาโบลิซึมที่จำเพาะภายในเชื้อจุลชีพดังกล่าว บ่งชี้ว่า สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งการใช้ประโยชน์ และการหมักโพลีเมอร์เหล่านี้ กรดไขมันชนิดสายสั้น (short-chain fatty acids, SCFA) ผลิตขึ้นระหว่างการหมัก
พรีไบโอติก เป็นผลมาจากสุขภาพของทางเดินอาหารที่ดีขึ้น และช่วยส่งเสริมสุขภาพสัตว์ได้ นอกจากนั้น การปรากฏของกรดไขมันชนิดสายสั้น ยังช่วยป้องกันเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษไม่ให้เพิ่มจำนวนในทางเดินอาหารของสัตว์อีกด้วย   

พรีไบโอติกกับการผลิตสัตว์ปีก

การผลิตสัตว์ปีกแบบปรกติได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และได้ก้าวข้ามการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเติมอาหารสัตว์ หันมาใช้สารเติมอาหารสัตว์ทางเลือกที่ให้ผลใกล้เคียงกัน การปรับปรุงอาหารสัตว์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนอาหาร หรืออัตราการเจริญเติบโตไก่เนื้อ และยังคงรักษาคุณภาพเนื้อสัตว์ไว้ได้เป็นประเด็นสำคัญของงานวิจัย เช่นเดียวกับองค์ประกอบของอาหารสัตว์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพแม่ไก่ไข่ตลอดวงจรการให้ไข่ที่ยาวนาน และยังคงรักษาคุณภาพของไข่ระหว่างการผลิตก็เป็นสิ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากผลผลิต และสุขภาพแล้ว การควบคุมเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษในไก่เนื้อมีชีวิตระหว่างการเลี้ยง รวมถึง เมื่อจับไก่เข้าสู่โรงฆ่า แล้วแปรรูปเป็นเนื้อสัตว์ปีกก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีก สารเติมอาหารสัตว์ที่มีเป้าหมายต่อไมโครไบโอตาในระบบทางเดินอาหาร และป้องกันการติดเชื้อของเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ จะช่วยลดการปนเปื้อนให้น้อยลงได้ ในการผลิตไข่ไก่ ความสามารถในการควบคุมเชื้อ ซัลโมเนลลา เอนเทอไรทิดิส ในแม่ไก่ไข่ที่ไวรับต่อโรคมีความสัมพันธ์กับการลดการปนเปื้อนในไข่ไก่ได้

ภาพที่ ๓ สารเติมอาหารสัตว์ที่มีเป้าหมายต่อไมโครไบโอตาในระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันการติดเชื้อของเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษในการผลิตไข่ไก่ โดยเฉพาะเชื้อ ซัลโมเนลลา เอนเทอไรทิดิส

พรีไบโอติก และระบบการผลิตไก่เนื้อทางเลือก

การผลิตสัตว์ปีกอินทรีย์ หรือตามธรรมชาติในรูปแบบของการเลี้ยงปล่อยอิสระ หรือไก่เนื้อที่เลี้ยงในทุ่งหญ้า กำลังเป็นสินค้าเนื้อสัตว์ปีกที่ได้รับความนิยม การจัดการสัตว์ปีกภายใต้สภาวะดังกล่าว ต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายด้านเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สูตรอาหารสัตว์ของสัตว์ปีกที่เลี้ยงภายใต้การผลิตอินทรีย์มีความต้องการที่จำเพาะสำหรับแหล่งวัตถุดิบที่มาจากการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ตามระบบอินทรีย์ รวมถึง ส่วนประกอบบางชนิด เช่น กรดอะมิโนที่สำคัญชนิดเมธัยโอนีน วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่นำมาใช้ทดแทนเมล็ดธัญพืชที่เคยนิยมใช้กันเพื่อเป็นแหล่งอาหารสัตว์แบบอินทรีย์ บางชนิดก็ไม่ได้เคยใช้กันตามปรกติ เช่น บั๊กวีต (buckwheat) ก็มีการทดลองใช้เป็นแหล่งอาหารสัตว์แบบอินทรีย์สำหรับไก่เนื้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านโภชนาการแม่นยำกำลังเป็นสิ่งท้าทายในสัตว์ปีกปล่อยอิสระ เนื่องจาก ข้อแตกต่างในข้อปฏิบัติด้านการจัดการอาหารสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้สูตรอาหารสัตว์แบบสมบูรณ์ ผู้เลี้ยงสัตว์ปีกปล่อยอิสระสามารถเลือกที่จะให้อาหารเป็นส่วนประกอบอาหารสัตว์แยกจากกันเป็นชนิดได้ สัตว์จะเลือกจิกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ด้วยตนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการด้านโภชนาการตลอดวงจรการเลี้ยงได้ ฝูงสัตว์ปีกที่เลี้ยงบนทุ่งหญ้าสามารถเล็มต้นหญ้าได้บนพื้นที่กว้างขวาง และได้รับเส้นใยอาหารสอดคล้องกับความต้องการด้านโภชนะ ขณะที่เส้นใยอาหารสัตว์ถูกหมักโดยเชื้อจุลชีพในไส้ตันทั้งในลูกไก่ และไก่โตเต็มวัย กระบวนการหมักจะช่วยสร้างสารอาหารที่จำเป็นต้องสุขภาพที่ดีให้กับสัตว์ได้หรือไม่ยังไม่ทราบแน่ชัด       

พรีไบโอติก และระบบการผลิตไข่ทางเลือก

แนวความคิดใหม่ในการเลี้ยงไก่ไข่ไม่ขังกรง อินทรีย์ เปิดโรงเรือน หรือปล่อยอิสระ ได้วิวัฒนาการไปตามลำดับเป็นระบบโรงเรือน สำหรับการผลิตไข่เชิงพาณิชย์ด้วยเหตุผลหลายประการ อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งท้าทายอีกมากจากระบบการผลิตไข่ทางเลือก เช่น ต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการเลี้ยงสัตว์ปีกปล่อยอิสระเคยเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเลี้ยงสัตว์ปีกระยะรุ่น ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียก็เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย การศึกษาจำนวนเชื้อแบคทีเรียที่ใช้อากาศบนเปลือกไข่ และประชากรเชื้อแบคทีเรียแกรมลบจำนวนมากตรวจพบได้ตามตำแหน่งสำคัญในกรงเลี้ยงไก่ไข่ และระบบกรผลิตไข่ไก่อินทรีย์ พบว่า จุดปนเปื้อนที่สำคัญสำหรับไก่ไข่ขังกรงอยู่ที่โรงงานแปรรูปไข่ไก่ ขณะที่ การผลิตไข่ไก่อินทรีย์พบการปนเปื้อนเริ่มต้นตั้งแต่กล่องรังไข่ตามผนังด้านข้างของโรงเรือน ผลกระทบของกล่องรังไข่เป็นผลมาจากวัสดุที่ใช้บุรังไข่มีอิทธิพลต่อคุณภาพเปลือกไข่ภายนอก นักวิจัยตรวจพบปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่สูงขึ้น และคุณภาพไข่ไก่โดยภาพรวมที่ลดลงจากไข่ไก่ที่มาจากแม่ไก่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระเปรียบเทียบกับแม่ไก่ที่เลี้ยงขังกรง อย่างไรก็ตาม ไม่พบเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น แคมไพโลแบคเตอร์ สแตฟไฟโลคอคคัส ออเรียส ซัลโมเนลลา และ ลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส จากตัวอย่างไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ และอินทรีย์ ในซูเปอร์มาร์เก็ต  อย่างไรก็ตามพบเชื้อ เอนเทอโรคอคคัส ระดับสูงในไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระมากกว่าอินทรีย์

ภาพที่ ๔ ระบบการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ขังกรง กำลังเป็นที่นิยมในสหรัฐฯ (แหล่งภาพ Big Dutchman)

โอกาสของพรีไบโอติก สำหรับการผลิตสัตว์ปีกทางเลือก  

ฝูงไก่เนื้อ และไก่ไข่ที่เลี้ยงบนทุ่งหญ้าสามารถเข้าถึงอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะจากการแทะเล็มหญ้าในทุ่ง การใช้ประโยชน์สับสเตรตที่หลากหลายช่วยส่งเสริมไมโครไบโอตาในระบบทางเดินอาหารให้มีความสลับซับซ้อน การปรับตัวของระบบเมตาโบลิซึมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมรับแหล่งอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ยกตัวอย่างเช่น แหล่งเส้นใยอาหารที่มาจากการแทะเล็มต้นหญ้าของสัตว์ปีกเลี้ยงปล่อยอิสระ สำหรับประชากรจุลชีพตามทางเดินอาหารของสัตว์ ความจริงแล้ว เชื้อจุลชีพในไส้ตันของไก่เนื้อโตเต็มวัย และแม่ไก่ไข่ สามารถหมักเส้นใยอาหารสัตว์จากต้นหญ้าได้อยู่แล้วจากการศึกษาในห้องทดลอง หรือคุณลักษณะของไส้ตันจากการทดลองป้อนสารอาหารในตัวสัตว์ จึงเชื่อได้ว่า คล้ายคลึงกับกระบวนการหมักในไส้ตันในฝูงสัตว์ปีกที่เล็มหญ้าในทุ่ง ปฏิสัมพันธ์ของไมโครไบโอตาในไส้ตันกับปริมาณเส้นใยอาหารสัตว์ และผลต่อกระบวนการหมักเพื่อสร้างกรดไขมันสายสั้นที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อก่อโรค นับว่าเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ การเติมองค์ประกอบด้านโครงสร้าง เช่น แหล่งอาหารที่มาจากเมล็ดธัญพืชทั้งเมล็ด รำ และแหล่งเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำอื่นๆ ช่วยส่งเสริมการพัฒนาของกึ๋น โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพักอาหาร และการบด จึงเป็นประโยชน์ต่อสัตว์โดยการเพิ่มการทำหน้าที่ของทางเดินอาหารได้อีกด้วย

ภาพที่ ๕ ความต้องการไข่ไก่จากไก่ไข่แบบขังกรงเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ (แหล่งภาพ  Tecno Poultry Systems)

            อาหารจากเมล็ดธัญพืช และองค์ประกอบบางอย่าง เช่น ส่วนรำ เป็นแหล่งสำคัญของพรีไบโอติก รำข้าว และรำข้าวสาลี ช่วยสร้างสมดุลของไมโครไบโอตาในไส้ตัน และกระบวนการเมตาโบลิซึมในไส้ตันของไก่    การเปลี่ยนแปลงของประชากร และการหมักของจุลินทรีย์ในไส้ตัน เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วยลดเชื้อก่อเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น ซัลโมเนลลา ได้ อย่างไรก็ตาม การออกฤทธิ์ต่อต้านเชื้อจุลชีพมีความจำเพาะสูง เช่น ในกรณีของรำจากข้าวบางพันธุ์เท่านั้นที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ ซัลโมเนลลา ได้ รูปแบบของไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารจะช่วยพยากรณ์ได้ว่า องค์ประกอบของรำเมล็ดธัญพืชชนิดใดบ้างที่มีฤทธิ์เป็นพรีไบโอติกได้ดี

บทสรุป

การผลิตสัตว์ปีกแบบปล่อยอิสระ และอินทรีย์ยังคงเป็นทางเลือกที่เป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้บริโภค อุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกวิวัฒนาการไปข้างหน้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค  ฝูงไก่เนื้อ และไก่ไข่ที่เลี้ยงในทุ่งหญ้า สามารถเข้าถึงอาหารได้หลากหลาย รวมถึง การแทะเล็มหญ้า ขณะที่ อุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกปรับตัวไปตามความต้องการของผู้บริโภค จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องพัฒนา และค้นหาสารเติมอาหารสัตว์ ที่ช่วยป้องกันสุขภาพสัตว์ ลดอัตราการตาย ควบคุมเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ และเชื้อก่อโรคสัตว์ปีกให้ต่ำที่สุด ขณะที่ สารเติมอาหารสัตว์มีการศึกษาวิจัยหลายครั้งแล้ว พรีไบโอติกก็เป็นทางเลือกที่มีโอกาสผสมอาหารสัตว์โดยตรง เช่นเดียวกับวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดอื่นๆระหว่างการผสมอาหารสัตว์ แหล่งของพรีไบโอติกที่น่าสนใจ ได้แก่ วัตถุดิบเมล็ดพันธุ์ และพืชอาหารสัตว์ เป็นทางเลือกสำหรับการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หลายประการสำหรับสัตว์ปีกที่เลี้ยงปล่อยอิสระ

เอกสารอ้างอิง Riche SC. 2021. Prebiotics and alternative poultry production. Poul Sci. 100: 101174

H9N2 นักวิจัยเตือนภัยโรคไข้หวัดนกเอช ๙ เอ็น ๒

โรคโควิด ๑๙ ควรเรียกได้ว่า เป็นสัญญาณเตือนสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกให้คิดใหม่ และตระหนักถึงความสำคัญในการควบคุมโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงต่ำ สับไทป์ เอช ๙ เอ็น ๒ เชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้มีโอกาสระบาดในมนุษย์ และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการผลิตสัตว์ปีก ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านม เชื้อไวรัสชนิดนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และหลายส่วนของยุโรป อุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกโลก ความจำเป็นที่สุดเป็นการทบทวนห่วงโซ่การผลิต และการตลาด โดยเฉพาะ ในประเทศรายได้ปานกลางถึงต่ำ ที่โครงสร้างของการผลิตสัตว์ปีกเอื้ออำนวยต่อการแพร่กระจายโรค โดยเฉพาะ การจัดการตลาดค้าสัตว์ปีกมีชีวิต การใช้วัคซีนที่ตรงกับสายพันธุ์ของเชื้อที่ระบาด ร่วมกับ ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และการบริหารความหนาแน่นของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก มีความสำคัญมากสำหรับการควบคุมการระบาดของโรคนี้ มิฉะนั้น โรคนี้อาจกลายเป็นโรคติดต่อสู่คนที่สร้างความสูญเสียทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคมเช่นเดียวกับโรคโควิด ๑๙ ถึงเวลานั้น สำนึกบาปนั้นจะตกกับผู้ผลิตสัตว์ปีกในที่สุด

คณะผู้วิจัยจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ นำโดยเดวิด สเวน นักไวรัสวิทยาชื่อดังของโลกให้ลองจินตนาการว่า ปัจจุบัน การระบาดของโรคโควิด ๑๙ ไม่ได้เกิดจากโคโรนาไวรัส แต่มาจากเชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒ ถึงเวลานั้น ผู้ที่สูญเสียคนรักทั้งญาติสนิทมิตรสหายจากโรคระบาด นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ คิดไปเองของนักไวรัสวิทยา ความจริงแล้วเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดเอ สับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒ นี้กำเนิดขึ้นในเอเชีย และหมุนเวียนในสัตว์ปีกเป็นสายพันธุ์ยูเรเชียน วาย ๒๘๐/จี และจี ๑ (Y280/G9 และ G1 Eurasian lineages)  ระบาดไปทั่วทั้งเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และหลายส่วนของยุโรปมาเป็นเวลานานกว่ายี่สิบปีแล้ว     

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ไทป์ เอ เป็นสมาชิกของแฟมิลี ออร์โธมิกโซวิริดี และประกอบด้วยจีโนมชนิด อาร์เอ็นเอ ประจุลบ สำหรับสังเคราะห์โปรตีนหลัก ๑๐ ชนิด และโปรตีนอื่นๆ อีกหลายชนิด การจำแนกเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ไทป์ เอ เป็นผลมาจากการผสมผสานกันของโปรตีนที่ผิวอนุภาคของเชื้อไวรัส ได้แก่ ฮีแมกกลูตินิน (เอชเอ) และนิวรามินิเดส (เอ็นเอ) ให้เป็นสับไทป์ต่างๆมากมาย เช่น สับไทป์ เอช ๑ เอ็น ๑ สับไทป์ เอช ๕ เอ็น ๖ หรือสับไทป์ เอช ๙ เอ็น ๒ เป็นต้น เชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงต่ำ (low pathogenicity avian influenza viruses, LPAIs) มีลักษณะสำคัญคือ การก่อโรคที่มีความรุนแรงน้อยในไก่ จากการประเมินด้วยการทดสอบค่าดัชนีการก่อโรคด้วยการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (IVPI) และบริเวณของการตัดย่อยประกอบด้วย กรดอะมิโนชนิดเบส จำนวน ๑, ๒ หรือ ๓ เท่านั้น จึงทำให้การตัดย่อยโปรตีนฮีแมกกลูตินินโดยเอนไซม์โปรตีเอสที่มีคุณสมบัติคล้ายกับทริปซินมีอยู่เฉพาะบางแห่ง จึงส่งผลให้พบเชื้อไวรัสได้ตามทางเดินอาหาร และทางเดินหายใจเท่านั้น เชื้อไวรัสสับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒ เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงต่ำ ที่พบได้ทั่วโลกในนกป่า และเป็นเชื้อประจำถิ่นในสัตว์ปีกหลายพื้นที่ในภูมิภาคยูเรเชีย และแอฟริกา เมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อไวรัสสับไทป์ เอช ๕ และเอช ๗ เชื้อไวรัสสับไทป์ เอช ๙ เอ็น ๒ มักถูกมองข้ามไปเสมอ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านการระบาดล่าสุด แสดงให้เห็นว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้มีโอกาสเกิดการระบาดใหญ่ได้ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจาก ตัวเชื้อไวรัสเอง หรือการเป็นผู้ให้จีนกับเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆที่ง่ายต่อการระบาดต่อไป

ภาพที่ ๑ อนุภาคของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ภายใต้กล้องจุลทรรศอิเล็กตรอน (แหล่งภาพ Cybercobra)

ประวัติความเป็นมาของเชื้อไวรัสสับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒ ในสัตว์ปีก

            เชื้อไวรัสไข้หวัดนกสับไทป์ เอช ๙ เอ็น ๒ พบครั้งแรกในไก่งวงในสหรัฐฯ ที่รัฐวิสคอนซินในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ในอีกสิบปีต่อมา เชื้อไวรัสแยกพบได้เป็นครั้งคราวในสัตว์ปีกทางตอนเหนือของสหรัฐฯ และจากนกป่า และฟาร์มเป็ดทั่วภูมิภาคยูโรเอเชีย ในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เชื้อไวรัสแยกพบครั้งแรกจากไก่ในจีน และอีกหลายสิบปีต่อมายังพบเชื้อไวรัสที่มีต้นกำเนิดจากจีนเป็นเชื้อประจำถิ่นทั่วทั้งเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนเหนือ และตะวันตก

            เชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒ มักพบระบาดในสัตว์ปีกร่วมกับสับไทป์อื่นๆ เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง เอช ๕ และ เอช ๗ มีหลักฐานแสดงเห็นว่า ก่อนการติดเชื้อร่วมกับเชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒ สามารถบดบังอัตราการตายที่สูง เนื่องจาก การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูงที่แพร่เข้ามาอย่างเงียบๆ ดังนั้น การเฝ้าระวังโรค และควบคุมโรคจึงมีความสำคัญอย่างมาก

ไฟโลจีโอกราฟีของเชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒

            ไฟโลจีโอกราฟีของเชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒ สามารถแยกได้เป็น ๒ สายหลักที่สำคัญ ได้แก่ สายยูราเชียน และสายอเมริกัน เชื้อไวรัสเชื้อไวรัสสายอเมริกัน พบได้บ่อยที่สุดในนกป่า แต่มีรายงานการติดเชื้อในฟาร์มไก่งวง ในทางตรงกันข้าม เชื้อไวรัสสายยูราเชียน มีอย่างน้อย ๓ สายในสัตว์ปีก ตั้งชื่อเป็นเชื้อไวรัสโปรโตไทป์ ได้แก่ A/quail/Hong Kong/G1/1997, A/chicken/Beijing/1/94 และ A/chicken/Hong Kong/Y439/1997 ในเวลาต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ จี ๑ (G1), บีเจ ๙๔ (BJ94) (ยังเป็นที่รู้จักกันในอีกหลายชื่อ เช่น วาย ๒๘๐ หรือจี ๙) และ วาย ๔๓๙ (บางครั้งเรียกว่า สายเชื้อเกาหลี นอกจากนั้น สายเชื้อ จี ๑ ยังแตกออกเป็น ๒ ไฟโลเจเนติก และสายเชื้อย่อยตามภูมิประเทศเป็นสายเชื้อย่อยตะวันตก และตะวันออก

            การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงต่ำ เช่น เอช ๙ เอ็น ๒ ในทั่วโลก ยังประสบปัญหาเมื่อเปรียบเทียบกับโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง เนื่องจาก โรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงต่ำ สับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒ เป็นเชื้อก่อโรคที่ไม่ต้องรายงาน และติดเชื้อสู่มนุษย์ได้ค่อนข้างน้อย ในภูมิภาคที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร การเฝ้าระวังโรคมีโอกาสทำได้ค่อนข้างน้อย หรือแทบไม่ได้เลย เชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒ พบได้ หรือเป็นเชื้อประจำถิ่นในหลายประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศรายได้ต่ำ และปานกลางในทวีปแอฟริกา และเอเชีย ยกตัวอย่างเช่น เชื้อไวรัสที่ปรับตัวเข้ากับสัตว์ปีกแล้วแพร่เชื้อได้เป็นระยะทางไม่ไกล ดังนั้น การแยกเชื้อไวรัสในยูกันดาบริเวณแอฟริกาตะวันตก มีความสัมพันธ์กับเชื้อไวรัสที่แยกได้จากคาบสมุทรอาหรับ ที่ห่างไกลออกไป ๒๐๐๐ กิโลเมตร เชื่อว่า ประเทศที่อยู่ระหว่างระยะทางดังกล่าวก็ประกอบไปด้วยเชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒ ที่มีวิวัฒนาการอยู่ระหว่างเชื้อไวรัสจากทั้งสองพื้นที่    

ภาพที่ ๒ การระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสับไทป์ เอช ๙ เอ็น ๒ สายพันธุ์ต่างๆ ประเทศที่พบเฉพาะสายเชื้อ BJ94 แสดงเป็นสีแดง ขณะที่ ประเทศที่พบเฉพาะสายเชื้อ G1-W แสดงเป็นสีฟ้า ประเทศที่พบร่วมกันระหว่างสายเชื้อ BJ94 และสายเชื้อย่อย G1-E แสดงเป็นสีส้ม ประเทศที่พบร่วมกันระหว่างสายเชื้อ BJ94 และ G1-W แสดงเป็นสีม่วง ประเทศที่พบเฉพาะสายเชื้อ Y439 แสดงเป็นสีชมพู ขณะที่ ประเทศที่ไม่พบเชื้อสับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒ แต่ไม่ทราบสายเชื้อแสดงเป็นสีเทา (แหล่งภาพ  Peacock et al., 2019)

สถานการณ์ในเอเชีย และตะวันออกเฉียงใต้

เชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒ เป็นโรคประจำถิ่นในจีน เวียดนาม และเกาหลีใต้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แยกเชื้อได้เป็นครั้งแรกในกัมพูชา เมียนมา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และตะวันออกไกลของรัสเซีย และหลักฐานทางซีโรโลยี บ่งชี้ว่า เชื้อไวรัสอาจพบได้ในสัตว์ปีกในลาว และไทย โดยสายเชื้อบีเจ ๙๔ พบได้ทั่วไปทั้งจีน เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และอินโดนีเซีย ขณะที่ สายเชื้อจี ๑ สายเชื้อย่อยตะวันออก พบได้ในจีนตอนใต้ เวียดนาม และกัมพูชา ส่วนใหญ่ติดเชื้อในนกกระทา สายเชื้อวาย ๔๓๙ พบได้ในนกป่า และนานๆครั้งในสัตว์ปีกทั่วทั้งยูเรเชีย แต่แยกจากสายเชื้อย่อยที่ปรับตัวเข้ากับสัตว์ปีก แล้วระบาดเป็นเชื้อประจำถิ่นในสัตว์ปีกในเกาหลีใต้ การให้วัคซีนนิยมใช้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อพยายามควบคุมโรคประจำถิ่นในจีน และเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเอเชียใต้ เชื้อไวรัสเอช ๙ เอ็น ๒ ก็เป็นโรคประจำถิ่นที่พบได้ในบังคลาเทศ และปากีสถาน และเชื่อว่าพบได้เป็นประจำในบางพื้นที่ของอินเดีย อัฟกานิสถาน และเนปาล โดยเกิดจากเชื้อไวรัสสายเชื้อจี ๑ สายเชื้อย่อยตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ โดยมีวาย ๔๓๙ เป็นบางส่วนในสัตว์ปีกป่าที่แพร่เชื้อให้กับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก

อุตสาหกรรมสัตว์ปีกพยายามควบคุมโรคดีพอแล้วหรือยัง?

คำถามนี้ดูเหมือนจะสรุปว่า การระบาดของโรคไข้หวัดนกสับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒ ที่ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลาเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า จำเป็นต้องยกเครื่องระบบการผลิต การจำหน่ายสินค้า และระบบการป้องกันโรค โดยเฉพาะไม่ใช่ในประเทศรายได้ต่ำ และปานกลางเท่านั้น การขยายตัวของการผลิตสัตว์ปีก และระบบการตลาด ได้สร้างโอกาสมากมายที่จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ และเพิ่มการเข้าถึงโปรตีนที่มีคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม ความพยายามเพิ่มผลผลิต โดยไม่มีมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหมาะสมตลอดระบบการผลิต รวมถึง การจำหน่ายสินค้า ได้ก่อให้เกิดระบบที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อสับไทป์ เอช ๙ เอ็น ๒ และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อื่นๆ รวมถึง โรคสัตว์ปีกอีกหลายโรค การผลิตสัตว์ปีกในประเทศรายได้ต่ำ และปานกลาง ไม่สามารถสร้างมาตรฐานขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก และโคเด็กซ์ การระบาดของโรคไข้หวัดนกสับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒ แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องมากมายของระบบความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มไก่ไข่ ที่เอื้ออำนวยให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ฟาร์ม และติดเชื้อเข้าสู่สัตว์ปีก เราทราบดีแล้ว่า ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และการจัดการสุขภาพสัตว์ มีประสิทธิภาพจริงในหลายประเทศที่เชื้อไวรัสไม่ได้ระบาด และฟาร์มที่มีระบบการจัดการที่ดียังปลอดจากการติดเชื้อ แม้จะอยู่ภายในประเทศที่เกิดการระบาดทั่วไป

ปัญหาการควบคุมโรคสัตว์นอกจากโรคไข้หวัดนกเอช ๙ เอ็น ๒ ในสัตว์ปีก

เราเฉยชาต่อการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก เอช ๙ เอ็น ๒ ไปสู่มนุษย์ เพราะเข้าใจกันไปเองว่า ยากที่จะเชื้อไวรัสนี้จะติดต่อสู่มนุษย์จนถึงกับเสียชีวิต ทั้งนี้เชื้อไวรัสที่มีความสามารถในการรีแอสซอร์ตเมนต์ และการกลายพันธุ์ ควรตระหนักไว้เสมอว่า เชื้อไวรัสเหล่านี้มีโอกาสที่จะกลายพันธุ์กลายเป็นเชื้อที่ระบาดไปทั่วเหมือนกับโรคโควิด ๑๙ ได้เสมอ เราปล่อยให้เชื้อไวรัสแพร่ระบาดทั่วไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในอินโดนีเซีย เมียนมา ตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันตก และตะวันออกเฉียงเหนือ รายงานการสอบย้อนกลับโรคทางระบาดวิทยา แสดงให้เห็นว่า การป้องกันโรคระหว่างพรมแดนประเทศต่างๆยังมีข้อบกพร่องอย่างมาก ไม่ได้เฉพาะโรคสัตว์ปีกเท่านั้น การแพร่กระจายของโรคอหิวาต์สุกรแอฟริกา โรคลัมปีสกิน และโรคไข้เลือดออกในกระต่าย โรคท้องร่วงติดต่อในสุกรหรือพีอีดี ยังคงแพร่กระจายโรคอย่างต่อเนื่อง วิวัฒนาการของโรคปากและเท้าป่วย ล้วนแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในการจัดการโรคระหว่างประเทศ 

ภาพที่ ๓ ตลาดค้าสัตว์ปีกมีชีวิตเป็นแหล่งสำคัญในการแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดนก (แหล่งภาพ Flickr CC.)

หลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดนก เอช ๙ เอ็น ๒ สามารถแอบแฝงในตลาดค้าสัตว์ปีกมีชีวิต และในบางแห่งกลายเป็นเชื้อประจำถิ่น แม้ว่าจะกำหนดมาตรการไว้สำหรับลดความเสี่ยงแล้วก็ตาม การให้วัคซีนป้องกันโรคก็ควรถูกตั้งคำถาม เนื่องจาก ผู้เลี้ยงสัตว์ใช้เพื่อลดความเสียหายจากโรค แต่ไม่ได้สนใจว่าวัคซีนจะสามารถลดการขับเชื้อไวรัสได้ด้วยหรือไม่ หรือไม่ก็ละเลยมาตรการป้องกันโรคอื่นๆไปเลย ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่พบแล้วในหลายแห่งคือ การให้วัคซีนยิ่งเร่งรัดให้เชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์กลายเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ภาพที่ ๔ การเก็บตัวอย่างเชื้อไวรัสโดยวิธีการป้ายเชื้อที่ปากและคอหอย (oropharyngeal swab)

หนทางข้างหน้า

แล้วเราต้องทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตสัตว์ปีกกลายเป็นคนบาป คำตอบที่ไม่ต้องคิดเลยคือ เราต้องเพิ่มมาตรการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต และการจำหน่ายสินค้า การใช้เงินลงไปก็ไม่มากมาย เปรียบเทียบกับมาตรการด้านเทคนิค และการเงินมหาศาลสำหรับควบคุมโรคไข้หวัดนกสับไทป์เอช ๕ ไม่ว่าจะเป็นเอ็นอะไรก็ตาม หากการเพิ่มความมั่งคั่งในใจกลางเมืองใหญ่ยังคงดำเนินต่อไป แรงกดดันจากผู้บริโภคในเมืองที่มีความซับซ้อน ร่วมกับกฎระเบียบที่บังคับจากเจ้าหน้าที่รัฐส่วนกลาง จะช่วยให้ปรับระบบการผลิตให้เกิดความปลอดภัย สามารถสอบย้อนกลับจากฟาร์มไปถึงสินค้าได้ เพื่อให้นำสินค้าไปจำหน่ายในตลาดเหล่านี้ได้ เกษตรกรจำเป็นต้องผลิตสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ และสุขอนามัยที่ดีให้ได้ โดยควรร่วมกับการปิดตลาดจำหน่ายสัตว์ปีกมีชีวิตส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดลงให้ได้ แล้วแทนที่ด้วยสถานประกอบการฆ่าสัตว์ปีก ดังที่ปรากฏในเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ตลาดจำหน่ายสัตว์ปีกมีชีวิตที่ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไป จะต้องกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ตลาดของตนเองให้ได้

เขตปกครองตนเองฮ่องกงนำมาตรการควบคุมโรคสำหรับ เอช ๕ ไม่ว่าจะเอ็นอะไรก็ตาม และเอช ๘ เอ็น ๙ รวมถึง การควบคุมแหล่งต้นตอของโรคอย่างเข้มงวด การบังคับการใช้วัคซีน ไม่มีการเก็บสัตว์ไว้ในตลาดข้ามคืน กำหนดวันพักตลาดไม่ให้มีสัตว์ปีก ห้ามการจำหน่ายนกน้ำ และเข้มงวดสุขอนามัย สิ่งที่ต้องเริ่มพิจารณาคือ ปัญหาด้านความหนาแน่นของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และผลกระทบต่อความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น ฟาร์มหลายฟาร์มมีที่ตั้งใกล้กันมากในหลายภูมิภาคทั้งเอเชีย และตะวันออกกลาง ฟาร์มเหล่านี้ หากยังอนุญาตให้ทำธุรกิจต่อไป จะต้องให้วัคซีนที่เชื่อถือได้เป็นมาตรการป้องกันโรคหลัก การพัฒนาวัคซีนสายพันธุ์ที่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดในพื้นที่ หรือกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างครอบคลุม เพื่อป้องกันโรค และลดการขับเชื้อไวรัสได้ วัคซีนมีความจำเป็นในบางครั้ง สำหรับช่วยป้องกันโรค แต่ในพื้นที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์หนาแน่นสูง และความหนาแน่นสัตว์ปีกสูง จำเป็นต้องมีการปรับสายพันธุ์ของเชื้อที่ใช้เตรียมวัคซีนเชื้อตายให้ทันกับสถานการณ์เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าวัคซีนเหมาะสม และทันต่อสถานการณ์โรคเสมอ รวมถึง พร้อมใช้งาน และได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว จำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ สถาบันวิจัย และอุตสาหกรรมการผลิตชีวภัณฑ์ ในอนาคตเราคงไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสไปได้ ควรพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์สำหรับป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่อาจอุบัติใหม่ขึ้นมาติดต่อสู่มนุษย์ได้

บทสรุป

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนทัศนคติที่เราเฉยชาต่อเชื้อไวรัส หากไม่มีใครใส่ใจถึงอันตรายต่อความมั่นคงด้านสุขภาพของประชากรโลก ก็จะไม่มีใครกำหนดมาตรการที่ดีพอสำหรับควบคุมโรค การระบาดใหญ่ของโรคโควิด ๑๙ น่าจะเป็นโอกาสให้เราปรับทัศนคติใหม่ในการมองเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสับไทป์เอช ๙ เอ็น ๒ อยู่ที่เราจะฉวยโอกาสนี้ได้หรือไม่     

เอกสารอ้างอิง Sims LD, Tripodi A and Swayne DE. 2021. Spotlight on avian pathology: can we reduce the pandemic threat of H9N2 avian influenza to human and avian health?. Avian Pathol. 49(6): 528-531.

ผลกระทบของไก่เนื้อตัวใหญ่ในปัจจุบันต่อการผลิตในโรงเชือด

ไก่เนื้อที่มีขนาดตัวใหญ่ขึ้นในปัจจุบันได้กลายเป็นปัญหา สำหรับผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปการผลิตสัตว์ปีก นับเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาขบคิดกัน ความต้องการเนื้ออกไก่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีอิทธิพลต่อตลาดค้าเนื้อไก่มากในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องตอบสนองความต้องการตลาดนี้ให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ทิศทางการผลิตเช่นนี้ก็ยังมีสิ่งท้าทายสำหรับผู้ผลิตในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่

ไก่เนื้อยุคสมัยใหม่ในวันนี้สามารถผลิตเนื้อได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ใช้เวลาน้อยกว่าเดิมอย่างมาก และถูกส่งไปยังโรงฆ่าตั้งแต่อายุน้อยที่อายุ ๓๕ ถึง ๓๖ วันเท่านั้น โดยน้ำหนักเฉลี่ยราว ๒ กิโลกรัม การผลิตไก่เนื้อที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ก็เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพลเมืองโลกยุคนี้ที่ใส่ใจสุขภาพในราคาย่อมเยาว์ ความต้องการเนื้อไก่เป็นแหล่งอาหารประเภทโปรตีนจึงทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการไก่เนื้อเชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ ๕๐ ในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ นี้

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๕๗ ถึง ๒๐๐๕ การเจริญเติบโตไก่เนื้อเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ ๔๐๐ โดย FCR ลดลงร้อยละ ๕๐ อัตราการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักไก่มีชีวิตที่อายุ ๔๒ วันต่อปีเป็นร้อยละ ๓.๓ และ FCR ลดลงต่อปีร้อยละ ๒.๕๕ ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา การจัดการไก่เนื้อที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วขนาดนี้ก็ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ ที่ต้องปรับตัวหลายอย่างเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ตราบใดที่ตลาดยังคงต้องการเนื้ออกไก่ขนาดโตอยู่เช่นนี้ ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ ตลาดไก่เนื้อทั้งตัวมีเพียงร้อยละ ๑๑ ชิ้นส่วนไก่ ร้อยละ ๔๓ และสินค้าแปรรูปปรุงสุก ร้อยละ ๔๖ แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการยิ่งต้องให้ความใส่ใจกับการผลิตเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตอีกด้วย 

ภาพที่ ๑ วิวัฒนาการพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อดั้งเดิมจากมหาวิทยาลัยยอัลเบอร์ต้า ประเทศคานาดา นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๕๗ ถึง ๑๙๗๘ สองภาพซ้ายมือตามลำดับเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ไก่รอส ๓๐๘ ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ ภาพขวามือ สังเกตว่า น้ำหนักแตกต่างกันมาก 

ผิวหนังที่อ่อนวัยเกินไป

ผิวหนังของไก่ที่อายุน้อยจะอ่อนแอกว่าไก่ที่อายุมาก และการเจริญของขนปกคลุมกายก็ยังไม่สมบูรณ์ เมื่อส่งไก่ใหญ่เข้าโรงฆ่า สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลลัพธ์ในทางลบหลายอย่างด้วยกัน รวมถึง คุณภาพของเนื้อไก่ที่ผ่านการแปรรูปอีกด้วย ระหว่างการจับไก่ไว้ในกล่องบรรจุไก่ส่งโรงฆ่า ตามธรรมชาติ ไก่ก็จะพยายามหาทางหนีออกไป หรือมีความเครียดระหว่างกระบวนการจับไก่ จนทำให้เกิดการกระพือปีกไปมาบ่อยกว่าปรกติ และไก่ตัวบนก็จะพยายามเหยียบกันขึ้นไปหาทางออกที่ถูกปิดไว้ ไก่ตัวบนสุดอาจจิกเล็บข่วนลงบนตัวไก่ที่อยู่ข้างล่าง เพื่อพยายามไม่ให้ตัวเองล่วงหล่นลงมา

ภาพที่ ๒ รอยฉีกขาดของผิวหนัง อาจพบได้ภายหลังซากไก่เดินทางออกจากเครื่องถอนขน (แหล่งภาพ Lopez (2019)) 

ผลที่ตามมาคือ รอยข่วนตามผิวหนังเป็นขีดแดง ปีกก็จะช้ำเลือด และกล้ามเนื้ออกฟกช้ำ และเลือดออกได้อีกด้วย ผิวหนังของไก่ที่อายุน้อยมีความอ่อนไหวต่อการเกิดรอยแผลต่างๆได้ง่าย รอยข่วนที่ปรากฏขึ้นระหว่างการเลี้ยงไก่ และสัมผัสกับวัสดุรองพื้นที่เปียกชื้น เช่น แกลบเสีย ก็ยังอาจทำให้เกิดรอยโรคเซลลูไลติสได้อีกด้วย ในโรงงานแปรรูปการผลิตเนื้อไก่ การจัดการระหว่างการถอนขนจำเป็นต้องควบคุมอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ความเสียหายของผิวหนังไก่อาจปรากฏขึ้นชัดเจนภายหลังไก่ออกมาจากเครื่องถอนขนชุดสุดท้าย โดยสังเกตเห็นเป็นรอยขีดข่วนปรากฏขึ้นตามน่อง และอก รวมถึง พื้นที่อื่นๆ ที่ขนยังงอกได้ไม่สมบูรณ์ปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย

ขนาดที่ไม่สม่ำเสมอ

โรงเชือดหลายแห่งผลิตไก่ที่มีน้ำหนักแตกต่างกัน ๒ ลักษณะ ตั้งแต่ ขนาดเล็ก/กลาง และขนาดใหญ่ กลายเป็นสิ่งท้าทายสำหรับผู้ผลิตเครื่องถอนขน เวลาที่ต้องพักหยุดเครื่องเพื่อปรับค่าต่างๆของเครื่องถอนขนไก่จากไก่ขนาดหนึ่งไปยังขนาดหนึ่งคิดเป็นเงินได้หลายบาทเหมือนกัน

กรณี ไก่ขนาดเล็กกำลังผลิต ควรเลือกใช้นิ้วปั่นขนไก่แบบอ่อน เนื่องจาก ไม่ทำให้เกิดการเสียดสีกับผิวหนังไก่จนเกิดความเสียหายได้เหมือนกับแบบแข็งที่ควรเลือกใช้สำหรับไก่อายุมากขึ้น ดังนั้น จึงทำลายผิวหนังบริเวณอกน้อยกว่า การป้องกันผิวหนังของไก่อายุน้อย ก่อนส่งไปยังโรงฆ่า ผู้ประกอบการบางรายเลือกที่จะใช้สารเติมอาหารสัตว์ที่ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของผิวหนังลงไปในอาหารสัตว์

การจัดการนิ้วยางที่ใช้ในโรงงานแปรรูปการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่า ซากไก่เนื้อถูกถอนขนได้อย่างเรียบร้อย ผู้บริหารโรงเชือดจำเป็นต้องให้ความสำคัญหลายด้าน เพื่อให้นิ้วยางเหล่านั้นสามารถทำงานได้ดีที่สุด นิ้วยางมีบทบาทสำคัญมากในโรงเชือด แต่มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการถอนขนที่ดีได้ การเฝ้าตรวจติดตามเป็นสิ่งจำเป็นที่จะสร้างความมั่นใจว่า ซากไก่ถูกถอนขนได้เรียบร้อยหมดจด และนิ้วยางไม่สึกหรอ หรือเสียหาย ยางธรรมชาติเป็นวัสดุที่ดีที่สุด ตำแหน่ง และการติดตั้งอย่างแน่นหนา ต้องสอดคล้องกับชนิดของขนไก่ที่จะถอนออก

ภาพที่ ๓ จานนิ้วยางถอนขนแต่ละจาน และทุกจาน ใช้นิ้วยางสำหรับการถอนขน หากนิ้วยางขาดหายไปแม้แต่อันเดียวก็อาจจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของกระบวนการถอนขน จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน หรือซ่อมแซมให้เร็วที่สุด (แหล่งภาพ Lopez (2019)) 

การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนอวัยวะ

ตลาดเนื้อไก่มีความต้องการไก่ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น การเลี้ยงไก่เนื้อสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้น สัดส่วนของอกสัมพัทธ์กับส่วนอื่นๆของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ตารางที่ ๑ แสดงให้เห็นว่า น้ำหนักแห้งของไก่เนื้อที่มีน้ำหนักสูง มากกว่าไก่เนื้อที่มีน้ำหนักต่ำ น้ำหนักแห้งของชิ้นส่วนอก และสะโพกก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย ยกเว้น น้ำหนักน่องที่ยังคงที่เท่านั้น

ขาของไก่เนื้อตัวใหญ่ในปัจจุบันมีแนวโน้มของขนาดหนาขึ้นกว่าในอดีต และอาจกลายเป็นปัญหาขณะแขวนไก่บนราวแชคเกิ้ล เนื่องจาก ขนาดขาที่โตขึ้นไม่สามารถดันเข้าไปจนสุดแชคเกิ้ลได้ ปัญหานี้จะทำให้จำนวนของไก่ตกจากราวแขวนไก่ระหว่างขั้นตอนการแขวนไก่ไปยังพื้นที่การถอนขน ไก่ที่ตกจากราวเหล่านี้ไม่สามารถนำมาแขวนคืนบนราวต่อไปได้ ดังนั้น ผลผลิตสุดท้ายของโรงงานแปรรูปการผลิตจึงลดลง

ไก่เนื้อโตเร็วในปัจจุบันยังมีแนวโน้มที่จะเกิดรอยโรคพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อที่อก และคอได้บ่อยครั้ง และไก่ตัวใหญ่จะใช้เวลานอนนานขึ้นทำให้เกิดรอยแผลไหม้ตามผิวหนังได้ง่าย ประเด็นปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนไก่ที่ถูกปลดทิ้งที่โรงงานแปรรูปการผลิตได้

ตารางที่ ๑ สัดส่วนน้ำหนักแห้งของชิ้นส่วนต่างๆ สัมพัทธ์กับน้ำหนักทั้งตัวไก่เนื้อไม่รวมเครื่องใน

น้ำหนักไก่มีชีวิต (กก.)น้ำหนักแห้งไก่ทั้งตัว* (%)ส่วนอก (%)ส่วนสะโพก (%)ส่วนน่อง (%)
1.871.320.912.310.2
2.672.822.012.910.2
3.073.422.513.110.2
3.674.323.013.410.2

หมายเหตุ *น้ำหนักแห้งไก่ทั้งตัวนี้ ไม่ราวมเครื่องใน 

ภาพที่ ๔ เนื้อที่เกิดปัญหาพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อที่อกเรียกว่า วู้ดเด้นเบรสต์ (Wooden breast) ล่าสุดนักวิจัยพยายามแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง (แหล่งภาพ Moray (2019)) 

กลุ่มอาการกระดูกดำ

กลุ่มอาการกระดูกดำเป็นอีกผลกระทบหนึ่งของการเลี้ยงไก่เนื้อโตเร็วในปัจจุบัน และส่งผลต่อพัฒนาการของกล้ามเนื้อที่รวดเร็วกว่ากระดูก โครงสร้างของกระดูกที่หักได้ง่าย และรูปร่างผิดปรกติเป็นผลลัพธ์จากการสะสมแร่ธาตุในกระดูกไก่อายุน้อยที่ต่ำกว่าในอดีต

ลักษณะสำคัญของกลุ่มอาการนี้คือ การปรากฏของกระดูกขาสีดำผิดปรกติ แล้วสังเกตเห็นการเปลี่ยนสีของกล้ามเนื้อใกล้เคียง โดยเฉพาะ ภายหลังการปรุงสุก เพิ่งมีรายงานเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง อย่างไรก็ตาม ข้อร้องเรียนจากไลน์การผลิตในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ และสินค้าชิ้นส่วนในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต บ่งชี้ว่า ปัญหานี้ขยายวงกว้างมากขึ้น และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลูกค้าปฏิเสธการซื้อสินค้า ความจริงแล้ว ปัญหานี้ส่งผลต่อทั้งคุณภาพของสินค้าเนื้อไก่ และสวัสดิภาพการเลี้ยงไก่เนื้อ เรียกว่า “กลุ่มอาการกระดูกดำ (Black bone syndrome, BBS)” เกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของเลือดจากไขกระดูกผ่านโครงสร้างของผิวกระดูก ลักษณะดังกล่าวสามารถพบได้ในไก่ที่เพิ่งฆ่าใหม่ๆในไลน์การผลิต พบได้บ่อยที่สุดในกระดูกแข้ง (tibia) แต่ก็พบได้ในกระดูกต้นขา การรั่วซึมของเลือดในกระดูกแข้งพบได้ที่ส่วนต้นของท่อนกระดูก ใต้ชั้นโกรธเพลต เลือดอาจซึมลงมาจากกระดูกใต้ชั้นเยื่อกระดูก ปัญหาของ BBS ดูเหมือนจะยิ่งเลวร้ายลงอีกภายหลังการแช่แข็งชิ้นส่วนขาที่ไม่ถอดกระดูกออก เชื่อว่า กระบวนการแช่แข็งอาจยิ่งทำให้เลือดจากไขกระดูกรั่วซึมออกมาจากกระดูกได้เพิ่มมากขึ้น แล้วแพร่ไปตามกล้ามเนื้อใกล้เคียง ยิ่งหากมีการปรุงสุกต่อไปก็จะยิ่งทำให้เลือดเหล่านี้มีสีคล้ำขึ้นอีก 

ผลลัพธ์สุดท้ายคือ สินค้าชิ้นส่วนไก่ที่สีดำคล้ำ และเป็นลักษณะที่ไม่พึงปราถนาของบริเวณกล้ามเนื้อที่ติดกับกระดูก ในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปที่จำหน่ายสินค้าเนื้อไก่แช่แข็งสามารถพบลักษณะสินค้าที่มีกระดูกสีดำคล้ำ และไม่มีความสัมพันธ์ว่าเป็นพันธุ์ และฟาร์มไก่เนื้อใดเป็นพิเศษ ถึงเวลานี้ ปัญหานี้ส่งผลกระทบทางการตลาดแล้ว เมื่อร้านฟาสต์ฟู้ดต่างๆปฏิเสธการซื้อชิ้นส่วนขาของไก่เนื้อแช่แข็ง แล้วใช้ชิ้นส่วนเนื้อไก่ถอดกระดูกแทน นักวิชาการเชื่อว่า ปัญหาของ BBS มีสาเหตุมาจากความบกพร่องของการสร้างกระดูก Intramembranous ossification  ซึ่งเป็นการสร้างเนื้อกระดูกจากการรวมตัวของกลุ่มเซลล์ชนิดมีเซนไคม์ สังเกตได้ว่า ด้ามกระดูกที่บริเวณแถบโกรธเพลตส่วนต้นเป็นพื้นที่แคบๆที่เลือดรั่วซึมออกมา การตรวจสอบทางจุลพยาธิวิทยา ยืนยันว่า บริเวณดังกล่าวโดยภาพรวมการสะสมแร่ธาตุบางมาก และประกอบด้วย เนื้อเยื่อที่สานกันไม่ดีนัก จึงมีลักษณะโปร่งพรุนแทนที่จะเป็นเนื้อกระดูกแน่น บ่งชี้ว่า ตำแหน่งนี้เป็นบริเวณที่เลือดสามารถรั่วซึมออกมา แล้วสะสมไว้ใต้ชั้นเยื่อกระดูก 

ปัญหานี้พบได้บ่อยในไก่เพศผู้มากกว่าเพศเมีย เนื่องจาก กระดูกของไก่เพศผู้จะมีรูพรุนมาก สภาวะดังกล่าวนี้เหนี่ยวนำให้เส้นเลือดเข้ามาเลี้ยงตามปีก และสะโพกให้เห็นได้มากขึ้น ลักษณะกระดูกที่ดำผิดปรกติเป็นเหตุให้ลูกค้าปฏิเสธการซื้อสินค้า

ภาพที่ ๕ รอยเลือดออกตามกระดูกทำให้สินค้าไม่น่ารับประทาน ลูกค้าจึงมักปฏิเสธเนื้อไก่ชิ้นนี้ (แหล่งภาพ Lopez (2019)) 

บทสรุป

            วิวัฒนาการการพัฒนาด้านพันธุกรรมไก่ การจัดการเลี้ยงสัตว์ และโภชนาการอาหารสัตว์ อย่างก้าวกระโดดในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ช่วยตอบสนองต่อความต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในตลาดโลกในราคาย่อมเยาว์ ขณะเดียวกันก็ได้สร้างผลกระทบต่อผู้ผลิตในโรงงานแปรรูปการผลิต อันเป็นผลมาจาก

  • ผิวหนังของไก่เนื้อที่เข้าเชือดอายุน้อยลงกลายเป็นปัญหาคุณภาพซาก ตั้งแต่รอยขีดข่วนตามผิวหนัง ปีกช้ำเลือด และกล้ามเนื้ออกฟกช้ำ
  • ขนาดไก่เข้าเชือดที่ไม่สม่ำเสมอ ผู้ประกอบการโรงเชือดต้องเสียเวลาปรับแต่งเครื่องจักรสำหรับการถอนขน หรือหากไม่ปรับก็อาจเกิดปัญหาคุณภาพซากจากกระบวนกานดังกล่าวที่ไม่เหมาะสม เช่น ผิวหนังเกิดความเสียหาย
  •  การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนอวัยวะ เช่น ส่วนขาที่มีแนวโน้มขนาดหนาขึ้นกว่าในอดีต กลายเป็นปัญหาขณะแขวนไก่บนราวแชคเกิ้ล และพยาธิสภาพของกล้ามเนื้อที่อก และคอได้บ่อยครั้ง นอกจากนั้น ไก่ตัวใหญ่จะนอนนานขึ้นทำให้เกิดรอยแผลไหม้ตามผิวหนังได้ง่าย
  • กลุ่มอาการกระดูกดำ ทำให้ลูกค้าปฏิเสธการซื้อสินค้า เสียโอกาส และรายได้

เอกสารอ้างอิง

Lopez EC. 2020. How today’s larger broilers impact processing operation. Poultry International. February 2020. 59(2): 42-47.

Lopez EC. 2019. How to manage rubber finger use during poultry processing. [Internet]. [Cited 2019 Dec 3]. Available from: https://www.wattagnet.com/articles/38941-how-to-manage-rubber-finger-use-during-poultry-processing Zuidhof et al. 2014. Growth, efficiency, and yield of commercial broilers from 1957, 1978, and 2005. Poul Sci. 93: 2970-2982.